ในคืนฉลองวันเกิดครบรอบ 84 ปี ที่สมาคมธรรมศาสตร์ฯ ซอยงามดูพลี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 หรือเมื่อ 2 ปีกับ 5 เดือนเศษๆที่ผ่านมานั้น...ประกิต อภิสารธนรักษ์ ได้แจกหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวชีวิตและการทำงานของเขาแก่แขกเหรื่อที่ไปร่วมงานเล่มหนึ่งตั้งชื่อไว้ว่า “ชีวิตต้องสู้” พร้อมกับเขียน “คำนำ” ว่าทำไมถึงใช้ชื่อนี้ เอาไว้ตอนหนึ่ง“ผมเคยตั้งความหวังไว้ว่าในชีวิตของผมนั้นจะขอจัดงานวันเกิด 3 ครั้ง กล่าวคือตอนอายุ 60 ปี 72 ปี และครั้งนี้เป็นการจัดงานฉลองครบ 84 ปี”“ในการจัดงานวันเกิดแต่ละครั้งผมจะรวบรวมประวัติการทำงานตั้งแต่จำความได้มาจนถึงปัจจุบัน ไว้ในหนังสือที่จะแจกในวันเกิดนั้นๆ เช่น ตอนอายุ 60 ปี เพื่อนร่วมงานในบริษัทร่วมกันตั้งชื่อว่า ถนนสายนี้ไม่มีทางลัด ตอนอายุ 72 ปี เพื่อนร่วมงานที่บริษัทเช่นกัน ตั้งชื่อว่า 72 ปีตำนานยุทธ์คนโฆษณา”“สำหรับหนังสือเนื่องในวาระอายุ 84 ปี เล่มนี้ ผมขอตั้งชื่อเองว่า ชีวิตต้องสู้ เพราะคนเราตั้งแต่เกิดมาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ต้องต่อสู้กับเหตุการณ์ต่างๆในแต่ละวัย”ประกิตเขียนไว้ว่าสำหรับชีวิตต้องสู้ของเขา เริ่มตั้งแต่อายุ 12-13 ปี เมื่อจบ ป.4 แต่พ่อไม่ให้เรียนต่อและต้องไปทำงานรับจ้างเป็นพนักงานรับใช้ในโรงพิมพ์เล็กๆแห่งหนึ่งแต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ไปอ่านพบ “บทกลอน” จากกวีนิรนามท่านหนึ่ง ซึ่งแต่งเอาไว้ดังนี้“เขาก็คนเราก็คนมิใช่หรือ...เขามีมือเรามีหัตถ์ใช่ขัดสน... เขาทำได้ เราทำได้ ใจอดทน...เกิดเป็นคนไม่ต่อสู้ดูใช่คน”ด้วยกลอนบทนี้ทำให้เขาเปลี่ยนความน้อยใจเป็นพลังและเดินหน้าสู้กับปัญหาอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวเขาอย่างไม่ย่อท้อสู้ด้วยการทำงานไปเรียนกวดวิชาไป ใช้คติ “โตแล้วเรียนลัด” สอบเทียบ ม.3, ม.6 และ ม.8 พร้อมกับสอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนจบปริญญาตรี เมื่อ พ.ศ.2507 และได้เข้าทำงานด้านโฆษณาที่ บริษัทดีทแฮล์มเริ่มต้นชีวิตการเป็น “นักโฆษณา” ด้วยการเรียนใหม่ รู้ใหม่ไปกับนักโฆษณาทั้งหลายโดยที่ตัวเองไม่มีความรู้ด้านนี้แต่ประการใดเลย เพราะไม่ได้อยู่ในหลักสูตรของคณะเศรษฐศาสตร์ในหนังสือ “ชีวิตต้องสู้” บทต่อๆมาเล่าถึงการทำงานชิ้นหนึ่งที่คณะเศรษฐ ศาสตร์ธรรมศาสตร์ ไม่เคยสอนไว้เช่นกัน ได้แก่ การแก้ปัญหาความ “บาดหมาง” ระหว่าง ดีทแฮล์ม กับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ใน พ.ศ.2509 อีก 2 ปีถัดมาจะด้วยอะไรก็ไม่รู้ เพราะปัญหามันเกิดมานานแล้ว ก่อนที่เขาจะเข้ามาทำงานที่ดีทแฮล์มหลายปี นั่นก็คือปัญหา ไทยรัฐ ไม่ยอมลงโฆษณาของดีทแฮล์มประกิตมองว่าการโฆษณาจะได้ผลจะต้องลงในทุกสื่อมากบ้างน้อยบ้างให้ครบถ้วน...โดยเฉพาะ ไทยรัฐ ถ้าไม่ลงสินค้าแม้จะขายได้แต่ก็จะได้ไม่เต็มที่ดีทแฮล์ม มีทั้ง โอวัลติน, นมตราหมี, ผ้าอนามัยโกเต็กซ์, ฮอลล์ และยาประจำบ้านอีกหลายตัว ถ้าไม่ได้ลงไทยรัฐ...เหนื่อยแน่ประกิตจึงขันอาสาเจ้านายขอมาเคลียร์ปัญหากับไทยรัฐ ขอเข้าพบกับท่าน ผอ.กำพล วัชรพล โดยตรงคุยกันอย่างเปิดอกระหว่างผู้น้อยผู้มีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ผู้มีใจเป็นธรรม ผลปรากฏว่าท่าน ผอ.เข้าใจและยินดีรับลงโฆษณาโดยตรงจากดีทแฮล์มต่อไปดังเดิมผมยืนยันอีกครั้งว่าอาจารย์ที่คณะเศรษฐศาสตร์รุ่นเราไม่เคยมีการสอนวิชาเจรจาให้ชนะใจคนอื่น ประกิตเขาเรียนเองรู้เองและเป็นพรสวรรค์ของเขาเอง บวกเข้ากับพรแสวงที่เขาได้มาจาก “ชีวิตต้องสู้” ซึ่งสั่งสมไว้ทีละเล็กทีละน้อยผมเชื่อว่าชีวิตคนเราล้วนต้องสู้ทั้งสิ้นไม่ว่าอยู่ในยุคใดสมัยใดเพียงแต่วิธีต่อสู้อาจเปลี่ยนไป...จากใช้มือ ใช้หัตถ์ ก็ใช้สมอง อาจต้องหันมาใช้โทรศัพท์มือถือใช้เครื่องคอม ใช้ AI ยุ่งยากกว่ายุคก่อนแยะเอาเถอะ ใช้อะไรก็ได้ลูกๆหลานๆเอ๊ย อย่าใช้ “ปืน” ก็แล้วกัน นอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้วยังจะสร้างปัญหาให้แก่สังคมไทยมากขึ้นไปอีก ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 2–3 วันนี้.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม