องค์กรอิสระกำลังร้อน ทั้ง กกต.และ ป.ป.ช.กำลังเกิดปัญหาภายในและภายนอก พรรคประชาชนยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภาผ่านต่อไปยังศาลฎีกา ให้ไต่สวนกรณีที่ ป.ป.ช.ไม่รับคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ซุกหุ้น กกต.ก็ประเมินว่า “แสวง บุญมี” เลขาธิการประเมินผลงานแล้วไม่ผ่าน ก็ยุ่งชุลมุนกันอย่างนี้แหละ...ยามที่ทำงานไม่เที่ยงก็จะมีอะไรทำให้ต้องสะสางมิฉะนั้นจะเสื่อมเสียไปมากกว่านี้ อย่างเรื่องของ “ศักดิ์สยาม” นั้นมันพันไปถึงระบอบสีน้ำเงินอย่างแยกไม่ออกเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิด “ซุกหุ้น” ก็ควรจะดำเนินการให้สุดทางคือ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการให้มีการลงโทษแต่นี่ปัดตกไปให้จบ!ก็คิดไปอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการช่วยเหลือกันก็ต้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของ ป.ป.ช.นั้นไม่ถูกต้องชอบธรรม ช่วยเหลือผู้กระทำผิดอย่างหน้าตาเฉยไม่ต่างกับคดีนาฬิกาหรูของ “บิ๊กป้อม” จนศาลมีคำสั่งจำคุก 2 ป.ป.ช. คนละ 3 ปีเรื่องนี้ก็ทำนองเดียวกันหรือที่ กกต.มีเรื่องใหญ่ค้างอยู่คือ ฮั้ว สว.ที่กำลังรอคณะกรรมการชุดใหญ่ลงมติหลังจากที่อนุกรรมการชี้ว่าไม่มีผู้กระทำผิดหากชุดใหญ่ชี้ว่าไม่ผิดก็จบ คือรอดตัวไปทั้งชุดแต่ถ้าผิดก็โดนกันชุดใหญ่ทั้ง สว.และนักการเมืองในสังกัดพรรคสีน้ำเงิน“แสวง บุญมี” คือตัวละครคนหนึ่ง!การประเมินการทำงานของเลขาธิการ กกต.ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญ หากให้ “แสวง” หลุดจากตำแหน่งก็อาจจะโยงว่าดำเนินการบกพร่องจนทำให้คดีฮั้ว สว.เกิดข้อผิดพลาดก็จะรอดตัวทั้ง สว.และ กกต.ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันพูดง่ายๆก็คือเอา “แสวง” บูชายัญเพื่อให้ทุกอย่างจบนี่ยังรวมไปถึงเรื่องการจัดการเลือกตั้งที่มีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าโมฆะหรือไม่ทุกอย่างพันกันไปหมดโยนให้ “แพะรับบาป” คนเดียวแต่ทุกคนรอดก็เป็นวิธีหนึ่งในการแก้ไขปัญหาแบบไทยๆหากไล่ขึ้นไปอีกก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับระบอบสีน้ำเงินอย่างแยกไม่ออก เนื่องจากมีบางพรรคต้องการที่จะแก้ไขเพื่อล้มระบอบนี้แต่บางพรรคก็จะค้ำจุนระบอบนี้การต่อสู้กันจึงเต็มรูปแบบ ยกต่อยก หมัดต่อหมัด ไม่มีใครยอมใคร แต่เรื่องพรรคที่ค้ำยันระบอบนี้มีเสียงมากกว่าจึงเป็นผู้กำหนดเกมให้ทุกฝ่ายต้องเล่นตามเมื่อดูตามรูปการณ์แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นไปได้ยากจะสำเร็จก็ต้องเป็นไปตามที่ฝ่ายค้ำยันชนะไม่มีทางเป็นไปอย่างอื่นได้!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม