ความขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังระอุ เมื่อต่างยิงถล่มใส่กัน โดยมีเหตุจาก 4 เรือบรรทุกน้ำมันภายใต้การคุ้มครองของกองทัพสหรัฐฯ พยายามแล่นฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนไปจบที่กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน ยิงถล่มฐานทัพมะกันใน “คูเวต-บาห์เรน” แต่อ้างอยู่ในวงจำกัด ด้านที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ขู่หากเกิดเหตุซ้ำอีก พร้อมจัดหนักขยายวงสงครามเกินแถบอ่าวเปอร์เซียลามถึงปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ส่วนการเจรจาสันติภาพระหว่างกันยังไม่คืบ ติดปัญหาทรัพย์สินที่ถูกอายัด ขณะเดียวกันอิสราเอลยังถล่มกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างหนัก ล่าสุดโจมตียานพาหนะของกองทัพเลบานอน ตายรวด 3 รายสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกระลอก เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกา และกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เปิดฉากปะทะตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 3 เดือน ต้องเผชิญกับความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่าน ได้เปิดเผยลำดับเหตุการณ์จากฝั่ง IRGC ระบุถึงสาเหตุของการปะทะในครั้งนี้ว่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อเรือบรรทุกน้ำมัน 4 ลำ ภายใต้การนำทางและคุ้มกันของกองทัพสหรัฐฯพยายามจะแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือของ IRGC ประกาศเตือนล่วงหน้า ก่อนตัดสินใจเปิดฉากยิงโจมตีและควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันไว้ได้ 1 ลำ ส่วนเรือที่เหลืออีก 3 ลำได้ยอมล่าถอยและหันหลังกลับไปขณะที่กองบัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง (CENTCOM) แถลงว่าโดรนโจมตีของอิหร่านจำนวน 4 ลำ มุ่งหน้ามาเพื่อโจมตีและเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อการเดินเรือพาณิชย์ในภูมิภาค กองทัพสหรัฐฯจึงยิงสกัดโดรนทั้งหมดร่วงลงทะเล หลังจากนั้นไม่นานกองทัพสหรัฐฯได้เปิดฉากถล่มสถานีเรดาร์เฝ้าตรวจชายฝั่งและท่าเรือของอิหร่านในพื้นที่เกาะเกชม์และเมืองซีริก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจุดยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซ และเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ฝ่าย IRGC ได้ประกาศว่าได้ยิงขีปนาวุธจำนวน 7 ลูก มุ่งเป้าถล่มฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ 2 แห่งในคูเวต และกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯในบาห์เรน ส่งผลให้คูเวตต้องประกาศระงับการจราจรทางอากาศเป็นการชั่วคราว และมีเสียงไซเรนเตือนภัยดังระงมทั่วประเทศบาห์เรน อย่างไรก็ดี CENTCOM แถลงว่า สามารถสกัดขีปนาวุธ ไว้ได้ 6 ลูก ส่วนอีก 1 ลูก ไม่ถึงเป้าหมาย พร้อมยืนยันว่าไม่มีกำลังพลสหรัฐฯได้รับบาดเจ็บ รวมถึงปฏิเสธข้ออ้างเรื่องความเสียหายของกองเรือที่ 5 ว่าไม่เป็นความจริงนอกจากนี้ IRGC ยังออกแถลงการณ์ส่งคำเตือนอย่างดุดันไปยังสหรัฐฯและอิสราเอลว่า หากยังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นซ้ำรอย จะไม่ตอบโต้ในวงจำกัดอีกต่อไป สหรัฐฯกับอิสราเอลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่จะตามมา จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์เพื่อระงับการส่งออกน้ำมันและก๊าซทั้งหมดส่วนประเด็นการเจรจาสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นายโมห์เซน เรซาอี อดีตผู้บัญชาการ IRGC และที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นของสหรัฐฯว่า การเจรจาสันติภาพ ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯอยู่ในภาวะชะงักงัน เนื่องจากข้อตกลงเรื่องการปลดล็อกสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯอายัดไว้ยังไม่คืบหน้า โดยระบุว่าหากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน เงินจำนวน 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นบททดสอบความไว้วางใจที่อิหร่านมีต่อผู้นำสหรัฐฯ นี่คือบททดสอบที่อเมริกาต้องผ่านให้ได้แล้วเส้นทางสู่สันติภาพจะเปิดออก เพราะนี่คือเงินของอิหร่าน ไม่ใช่เงินของอเมริกาที่ผ่านมาอิหร่านถูกอายัดทรัพย์สินและมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงจากสหรัฐฯและชาติตะวันตกมานับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติอิสลามในปี 2522 แม้ไม่มีการประกาศตัวเลขทรัพย์สินที่ถูกอายัดทั้งหมดอย่างเป็นทางการ แต่สื่อต่างประเทศประเมินว่ามูลค่ารวมอาจสูงถึง 100,000-123,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกเหนือจากข้อเรียกร้องด้านการเงินแล้ว อิหร่านยังตั้งเงื่อนไขว่าข้อตกลงสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการยุติการสู้รบในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน ซึ่งกลุ่มเอซบอลเลาะห์ที่อิหร่านหนุนหลังกำลังสู้รบกับอิสราเอลอย่างดุเดือดนายเรซาอียังได้กล่าวเตือนทิ้งท้ายการสัมภาษณ์ด้วยว่า หากสหรัฐฯเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ อิหร่านจะลากสงครามให้ขยายวงออกไปไกลกว่ากลุ่มประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะนำสงครามไปสู่มิติใหม่ที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม นายเรซาอียังเชื่อว่าโอกาสที่จะเกิดการปะทะกันรุนแรงอีกครั้งยังคงอยู่ในระดับต่ำส่วนอีกแนวรบในทางตอนใต้ของเลบานอนระหว่างกองทัพอิสราเอลกับกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ยังดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลบนเส้นทางในเขตมาร์จายูน จากฐานที่มั่นบริเวณปราสาทโบฟอร์ตที่กองทัพบกอิสราเอลเพิ่งเข้ายึดครองอยู่ ทำให้ยานพาหนะของเจ้าหน้าที่ทหารของกองทัพบกเลบานอนถูกแรงระเบิดฉีกกระชากจนแหลกเป็นชิ้นๆ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย หนึ่งในนั้นเป็นทหารยศพลจัตวา อีกรายเป็นนายทหารยศร้อยเอก อีกรายไม่ระบุการเสียชีวิตของนายทหารในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ทางตอนใต้ของเลบานอนทวีความผันผวนและเปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากกองทัพเลบานอนมีภารกิจหลักในการประสานงานร่วมกับอิสราเอลเพื่อปลดอาวุธกลุ่มเฮซบอลเลาะห์และบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง แต่การที่กองกำลังของกองทัพเลบานอนตกเป็นเป้าสังหาร ยิ่งตอกย้ำว่า ข้อตกลงหยุดยิงในภูมิภาคที่สหรัฐฯพยายามจัดตั้งขึ้นนั้นพังทลายล่มสลายไม่เป็นท่า ไม่มีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่