วันจันทร์ที่ 8 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2569 ตรงกับวันแรม 8 คํ่า เดือน 7 ตามปฏิทินไทย นับเป็นอีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทย เรียกกันมาแต่โบราณกาลว่า “วันอัฏฐมีบูชา” อันหมายถึง “วันถวายพระเพลิง” พระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า หลังเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 8 วัน ซึ่งจะตรงกับ “วันแรม 8 คํ่า เดือน 6” หรือปีใดที่มีเดือน 8 สองครั้งก็จะเลื่อนไปเป็นวันแรม 8 คํ่า เดือน 7 ซึ่งก็คือ “วันนี้” สำหรับปีนี้ พ.ศ.2569 นั่นเองโดยเหตุที่มิได้มีการระบุไว้อย่างเป็นทางราชการเหมือนวันสำคัญทางศาสนาพุทธอื่นๆเช่นวัน มาฆบูชา วัน วิสาขบูชา หรือวันอาสาฬหบูชาเพราะฉะนั้นชาวพุทธที่จะทราบเรื่องราวเกี่ยวกับวัน “อัฏฐมีบูชา” หรือ “วันถวายพระเพลิง” สรีระของพระพุทธเจ้า จึงมักเป็นชาวพุทธที่ติดตามอ่านพุทธประวัติ หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งเท่านั้นหรือไม่ก็เป็นชาวพุทธที่อยู่อาศัยใน “พื้นที่” อันได้แก่ หมู่บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด ที่ปู่ย่าตายายมีความรู้ในเรื่องนี้ และถือปฏิบัติ ว่าเป็นวันสำคัญที่ชาวพุทธในพื้นที่นั้นๆจะต้องทำบุญตักบาตร หรือเวียนเทียน หรือบางที่ก็มีพิธีถวายพระเพลิงจำลองเพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่าน...และได้มีการจัดงานบุญดังกล่าวติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนานเช่นพี่น้องชาวพุทธ ณ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีการจัดงานวันอัฏฐมีบูชา ณ วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ติดต่อกันมานับเป็นร้อยๆปี จากคำบอกเล่าของชาวอุตรดิตถ์รุ่นต่อรุ่นหรืออีกพื้นที่หนึ่งก็คือ ตำบล วัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่มีการจัดงาน ณ วัดใหม่สุคนธาราม มายาวนานมาก และปีนี้ประกาศว่า ปีที่ 133 แสดงว่าอย่างน้อยก็ไม่ตํ่ากว่า 133 ปีในส่วนตัวผมเอง ซึ่งเติบโตมาจากอำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ แม้ต่อมาจะเข้ามาเรียนหนังสือในอำเภอเมืองนครสวรรค์ที่เรียกว่าปากนํ้าโพ รวมทั้งได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านเพื่อนๆในอำเภอต่างๆเกือบครบทุกอำเภอ แต่ก็ไม่ทราบและไม่เคยได้ยินชื่อ “วันอัฏฐมีบูชา” มาก่อนเลย เนื่องจากไม่มีขนบธรรมเนียม หรือการปฏิบัติในจังหวัดนครสวรรค์ยุคโน้นเพิ่งจะมาในยุคหลังๆที่เราได้ยินเรื่องราวของงาน “อัฏฐมีบูชา” มากขึ้น จากข่าวการจัดงานของอำเภอหรือจังหวัด โดยเฉพาะที่จังหวัดอุตรดิตถ์และนครปฐมที่ผมยกตัวอย่างเอาไว้ผมเห็นด้วยครับที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยให้ความสำคัญและรำลึกถึงวันนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อ 2565 ปีก่อนโน้น...ในวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 หรือ 8 วันหลังพระพุทธเจ้าได้เสด็จ ดับขันธปรินิพพานแล้ว...มัลลกษัตริย์ แห่งเมืองกุสินารา พร้อมด้วยประชาชนและพระสงฆ์โดยมี พระมหากัสสปะเถระ เป็นประธานได้ร่วมจัดพิธีถวายพระเพลิงพระสรีระ และจากนั้นก็ได้มีการแบ่งพระอัฐิ หรือพระบรมสารีริกธาตุไปให้พุทธศาสนิกชนทั่วโลกสักการบูชาในประเทศไทยของเราก็มีประวัติมีตำนานว่า ได้ส่วนแบ่งมาบ้างตามสถานที่ต่างๆ...แต่สำคัญที่สุดก็เมื่อปี 2567 ทางกระทรวงวัฒนธรรม และ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้ร่วมกันอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ (พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ) มาประเทศไทย สู่ กทม., เชียงใหม่, อุบลราชธานี และ กระบี่ ยังอยู่ในความทรงจำของคนไทยตราบถึงทุกวันนี้ดังนั้น เมื่อวัน “อัฏฐมีบูชา” เวียนมาบรรจบอีกครั้ง ผมก็ขออนุญาตนำมากราบเรียนเตือนความทรงจำของท่านผู้อ่านถึงความสำคัญอย่างยิ่งของวันนี้ และขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมทำบุญตักบาตร หรือสวดมนต์ทำใจให้สงบอย่างพร้อมเพรียงกันหรือหากวัดใดมีการจัดงานก็หาโอกาสไปร่วมงาน ณ วัดดังกล่าว ด้วย เพื่อสืบสานวันสำคัญวันนี้ให้อยู่ในความทรงจำ และเป็นประเพณีอีกประการหนึ่งของพุทธศาสนิกชนชาวไทยสืบต่อไป.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม