ตรวจสอบถ่วงดุล–โปร่งใส–ประชาชนมีส่วนร่วม นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา (กมธ.) แย้มมุมมองถึงทางออกจากวิกฤติของประเทศไทย โดยเปิดถึงหัวใจกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 (รธน.) มาตรา 256เพื่อให้ความเชื่อมั่นแก่สังคมว่า แก้ รธน.ไม่ถูกครอบงำ อย่าลืมต่อให้เป็นสมาชิกรัฐสภา ประชาชนก็ไม่เชื่อมั่น ทั้งมีผลประโยชน์ทับซ้อน การขาดความน่าเชื่อถือในเชิงระบบต่อสถาบัน โดยเฉพาะปัญหายุคปัจจุบันของประเทศไทยพร้อมชี้ให้เห็นถึง รธน.60 มีปัญหาเยอะมาก ทั้งแง่ความชอบธรรมในเรื่องที่มา และเนื้อหาของตัว รธน.เองปลายปี 68 ที่รัฐสภามีความพยายามแก้ไข รธน. ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน กมธ. วิสามัญแก้ไข รธน. ได้สัมผัสถึงปัญหา ได้เห็นข้อถกเถียงในที่ประชุม กมธ.เยอะมาก อาทิ เปิดคูหาให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้หรือไม่ ตามคำวินิจฉัยของศาล รธน. ซึ่งมีความเห็นเพิ่มเติมที่แถมเข้ามา ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่คำวินิจฉัยตรงนี้เป็นความเห็นของสมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่ง นำมาเป็นข้อจำกัดที่จะออกแบบแก้ไข รธน. มาตรา 256 ที่เป็นกระบวนการได้มาซึ่งร่าง รธน.ฉบับใหม่ เมื่อสมาชิกรัฐสภา “คิดเอาเองว่าไม่สามารถทำได้ ก็ตอบประชาชนไม่ได้เต็มปาก” ฉะนั้นในฐานะตัวแทนประชาชนควรทำให้ “ปมนี้กระจ่างแจ้ง” ก่อนเป็นที่มาการทำหนังสือขอปรึกษาหารือกับประธานศาล รธน.และตุลาการท่านอื่น ในวันที่ 19 มิ.ย. เพื่อขอความชัดเจนขอบเขตการมีส่วนร่วมของประชาชนทำได้แค่ไหนพร้อมได้เชิญตัวแทนพรรคการเมือง ตัวแทนภาคประชาชนที่เสนอร่างแก้ไข รธน.เข้าร่วมหารือด้วย เพื่อได้ข้อสรุปเป็นฉันทามติถึง“ขอบเขตการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ไม่ขัดต่อ รธน.”“ปัจจัยสำคัญทำให้ รธน.ฉบับใหม่ไปได้ นอกจากไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล รธน.ที่เราหมกมุ่นกันมากรวมถึงการสร้างความน่าเชื่อถือให้ประชาชนอย่าลืมว่าสุดท้ายร่าง รธน.หน้าตาเป็นอย่างไร ผู้ร่าง รธน.มาจากไหน ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนา รธน.คือคนโหวตขั้นสุดท้ายหากเขาไม่เชื่อถือกระบวนการร่างก็จะโหวตไม่รับ ไม่ใช่ไม่อยากได้ รธน.ใหม่ หรือไม่เชื่อถือในเนื้อหา แต่อาจไม่เชื่อถือกระบวนการและการออกแบบกระบวนการ”ฉะนั้นเนื้อหาที่มาร่างแก้ไข รธน.เวอร์ชันของ สว.เน้นให้น้ำหนักของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญในการได้มาซึ่งเนื้อหา โดยแอ็กเตอร์ 1 คือประชาชน แอ็กเตอร์ 2 สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน แอ็กเตอร์ 3 เทคนิเชียน หรือ กมธ.ยกร่าง 35 คน และแอ็กเตอร์สุดท้าย รัฐสภาแอ็กเตอร์ 1 เป็นหัวใจหลักของเนื้อหา มีส่วนร่วมตั้งแต่เลือกองค์กรรับฟังความคิดเห็น เสนอเนื้อหา และลงประชามติในขั้นตอนสุดท้ายแอ็กเตอร์ 2 สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งเป็นตัวแทนเขตพื้นที่ 100 คน และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเชิงประเด็น 100 คน มีหน้าที่จัดกระบวนการรับฟัง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม หาฉันทามติประเด็นที่ขัดแย้ง ถ้าไม่จบก็จัดทำประชาพิจารณ์ร่วมกับสถาบันการศึกษา และทำหน้าที่โหวตรับรองร่าง รธน.ฉบับสุดท้ายก่อนส่งทำประชามติแอ็กเตอร์ 3 กมธ.ยกร่าง 35 คน โดยสมาชิกรัฐสภาลงคะแนนเลือก 1 สมาชิกรัฐสภา ต่อ 1 คะแนนตามคุณสมบัติ เพื่อเป็นทางออกไม่ให้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล รธน.ที่ให้ประชาชนเลือกโดยตรง มีหน้าที่แปลงความคิดเห็นและฉันทามติของประชาชนเป็น รธน. ไม่มีอำนาจคิดแทนประชาชน ต้องร่างตามรายงานที่รับฟังมาเท่านั้นประชาชนสบายใจ–กระบวนการโปร่งใส–ไม่ถูกครอบงำขณะที่การประชุมต่างๆกำหนดชัดเจนต้องประชุมเปิดเผย ถ่ายทอดสดทุกครั้งผ่านสื่อสาธารณะ รายงานการประชุมเปิดหมด โดยมีข้อเว้นปกปิดเฉพาะ “มิติความมั่นคง-เนื้อหาละเอียดอ่อน” ถึงประชุมลับ แต่ต้องเปิดเผยหลักการ“รายงานของ 2 องค์กร ทั้งสภาการมีส่วนร่วมของประชาชน กมธ.ยกร่าง ถูกกำหนดให้รายงานเปิดเผยต่อสาธารณะทุก 60 วันทั้ง 2 รายงานสามารถตรวจเช็ก ตรวจสอบคร่อมกันได้ว่า เนื้อหาที่ได้มาจากการรับฟังความคิดเห็น ถูกนำไปอยู่ในรายงานของกมธ.หรือไม่ เพื่อตรวจเช็กย้อนหลังว่ายกร่างจากเนื้อหาที่รับฟังจริงๆ”แอ็กเตอร์ 4 รัฐสภา มีหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการและความสอดคล้องของร่าง รธน.โดยรับรายงานและเปิดอภิปรายทุก 60 วัน มีสิทธิให้ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะนั้นเป็นอำนาจตัดสินใจของ กมธ. แต่ไม่มีอำนาจอนุมัติร่างสุดท้าย เพื่อตัดวงจรผลประโยชน์ทับซ้อนและสร้างความโปร่งใสสูงสุดขอย้ำว่าคนที่เล่นในเกมอย่างสมาชิกรัฐสภาชุดปัจจุบัน ควรไปมีส่วนร่วมกับการร่างกติกาน้อยที่สุด เพื่อให้กระบวนการได้มาซึ่งกติกามีความโปร่งใสร่างแก้ไข รธน.เวอร์ชันของ สว.มีสมาชิกวุฒิสภาร่วมลงชื่อจำนวนเท่าไหร่ นายนรเศรษฐ์ บอกว่า เพิ่งร่างเสร็จสดๆร้อนๆ ตรวจปรู๊ฟสุดท้ายเช้าวันที่ 4 มิ.ย. และได้นำเสนอต่อพรรคการเมืองหนึ่งในช่วงบ่ายวันเดียวกันส่วนสัปดาห์นี้จะเป็นการนำเสนอแต่ละกลุ่มในช่วงที่ประชุมวุฒิสภา ในแนวทางและหลักการที่นำเสนอ ก็อยากให้ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรธน.ด้วยกัน ซึ่งขณะนี้มี สว.กว่า 10 ท่านที่น่าจะเห็นด้วยในหลักการ คาดได้รับรายชื่ออย่างน้อย 140 รายชื่อ เพื่อเสนอร่างต่อรัฐสภาถ้าระบอบสีน้ำเงินไม่เห็นด้วยย่อมไม่ผ่านด่านรัฐสภา จนแก้ไข รธน.มาตรา 256 ไม่ได้ นายนรเศรษฐ์ บอกว่า ประเด็นนี้ไม่นำมาเป็นข้อจำกัดตั้งแต่ต้น ไม่เช่นนั้นอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ อย่างน้อยขั้นต่ำควรมีสิทธินำเสนอหลักการและเหตุผลในที่ประชุมรัฐสภา และควรได้รับการโหวตอีกหนึ่งร่างเข้าไปในชั้น กมธ.หากเริ่มต้นร่างด้วยข้อจำกัด โดยไม่นึกถึงความชอบธรรมในกระบวนการ มีโอกาสสูงมากที่ประชาชนอาจรู้สึกว่าร่างนี้ไม่ชอบธรรมมากๆสุดท้ายไปโหวตคว่ำประชามติในคำถามที่ 2 หรือ 3 ทำให้การขับเคลื่อนแก้ รธน.หยุดชะงักไปอีกหลายปี และอาจเข้าความตั้งใจของบางกลุ่มที่รู้ถึงเงื่อนไขตรงนี้ผมจึงทำงานทางความคิดกับสมาชิกรัฐสภาและประชาชน เพื่อให้เราสามารถออกจากล็อกของ รธน. 60ไปได้ฉะนั้นระบอบน้ำเงินที่อาจไม่เห็นด้วยในหลักการนี้ ผมขอแค่ขั้นต่ำให้ทุกร่างที่นำเสนอ มีสิทธิเข้าไปพูดคุยกันในชั้น กมธ. ซึ่งนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ชอบธรรมรธน.60 ไม่เคยถูกแก้ไขเนื้อหาหลักได้ในยุคระบอบสีเขียว พอถึงยุคระบอบสีน้ำเงินที่มีร่างเพื่อออกแบบบางฐานอำนาจต่อ ฉะนั้นร่างของ สว. จะผ่านไปได้อย่างไร นายนรเศรษฐ์ บอกว่า ที่ถามถึงระบอบปัจจุบันที่เอื้อและพยายามทำให้อำนาจเดิมสามารถอยู่ต่อไปได้“ซีนาริโอที่ดีที่สุดของระบอบนี้ ไม่ใช่ร่าง รธน.ใหม่ในร่างของเขา แต่อยู่ที่เงื่อนไขในกติกาเดิมต่อไป เพราะทุกอย่างแทบชนะทั้งกระดานไปหมดแล้วฉะนั้นต้องหารือกันให้ตกผลึก เปลี่ยนแปลงขยับให้ได้ ไม่เช่นนั้นล็อกที่ทำให้คนกลุ่มเดิมได้ประโยชน์ควบคุมอำนาจสถาบันต่างๆได้อยู่ก็ไม่เปลี่ยน”ขอย้ำให้เห็นภาพเป้าหมายของคนกลุ่มเดิมไม่ใช่แก้ร่างใดร่างหนึ่ง สุดท้ายอาจเป็นแค่ประชาชนโหวตคว่ำในด่านประชามติ เพื่ออยู่ในระบอบตามกติกาเดิมต่อไปถึงต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าไม่ใช่แค่ร่างของแต่ละพรรคต่างกันอย่างไร ควรทำให้เข้าใจถึงสเต็ปต่อไปคืออะไร แต่ละซีนาริโอถ้าที่ประชุมรัฐสภารับร่างเกิดอะไรขึ้น ไม่รับร่างเกิดอะไรขึ้น ประชาชนโหวตโนเกิดอะไรขึ้น เมื่อประชาชนเข้าใจทุกสเต็ป เห็นภาพชัดเจนทุกซีนาริโอในที่สุดเห็นโฉมหน้า รธน.ฉบับใหม่ฉะนั้นงานนี้เริ่มต้นจากกลุ่มเล็กๆได้ แต่จำเป็นต้องใช้พลังจากประชาชนที่อยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปได้แค่ไหนอยู่ที่พลังของประชาชนโดยเริ่มมีร่างที่เห็นหัวของประชาชน.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม