ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ถือเอาฤกษ์ตามโบราณราชประเพณี หลังพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่ท้องสนามหลวง เมืองไทยเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกอย่างเป็นทางการ พร้อมกับกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการตั้งวันที่ 15 พฤษภาคมเป็นต้นไปตามสภาพของเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาฟ้าฝนเป็นปัจจัยสำคัญอาศัยผลจากการ “เสี่ยงทาย” เป็นขวัญกำลังใจไล่จากพระยาแรกนาหยิบผ้านุ่งได้ “6 คืบ” ทำนายว่า น้ำน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลดี นาในที่ดอนอาจเสียหาย พระโคกิน “ถั่ว—น้ำ—หญ้า—เหล้า” ทำนายว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวก การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้นอย่างน้อยๆ ผลเสี่ยงทายก็ช่วยทำให้ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ใจชื้น มีกำลังวังชาในการไถหว่าน ลุยปักชำกล้า ตามวิถีที่ตกทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษณ จุดที่โลกแห่งความเป็นจริงมันช่างว้าเหว่ ดูสิ้นหวังซะเต็มประดาล่าสุดโฟกัสโลกที่พุ่งไปที่ “คาวบอยไบโพลาร์” โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขนหางเครื่องชุดใหญ่ บินไปเยือน “จอมยุทธ์ดาบไม้ไผ่” สี จ้ินผิง ประธานาธิบดีจีน ถึงถ้ำแดนมังกรท่ามกลางแนวรบตึงเครียด สงครามตะวันออกกลางยังคุกรุ่นแต่จับทางจาก “คาวบอยทรัมป์” ที่พูดชัดถ้อยชัดคำ จีนไม่ได้รับผลกระทบแถมยังได้ประโยชน์จากวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ จึงไม่คิดว่าจะนำมาเป็นประเด็นเจรจา อีกทั้งสหรัฐฯก็กำลังได้เปรียบในสงครามอิหร่าน ไม่จำเป็นต้องร้องขอให้จีนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสงครามตะวันออกกลางส่วน “จอมยุทธ์สี” ก็รำกระบี่ท่วงทำนองอ่อนสยบแข็ง แบะท่าเป็นนัยมะกันกับจีนควรจูบปาก มากกว่าจะลากไปติดกับดักสงครามมหาอำนาจ ใช้โอกาสยกระดับความเป็นชาติขาใหญ่ที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่เป็นไปของโลกดีกว่าต่างฝ่ายต่างมุ่งไปที่ดีลผลประโยชน์เชิงธุรกิจของใครของมันตามทรง “คาวบอยทรัมป์-จอมยุทธ์สี” ไม่ได้มีทีท่าจะรีบปิดเกมสงครามอิหร่านแต่อย่างใด อารมณ์ธุระไม่ใช่ วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นจุดวิกฤติของสหรัฐฯกับจีนซะเมื่อไหร่ แต่มันเป็นเรื่องของนานาชาติจะต้องผจญเกมล็อกเส้นทางเดินเรือน้ำมัน จับความเดือดร้อนพลเมืองโลกเป็นตัวประกันภายใต้ระบบกำปั้น มหาอำนาจพูดจาภาษาดอกไม้ แชร์ผลประโยชน์ลงตัวชาติอื่นก็ตัวใครตัวมัน อย่าได้คาดหวังลมๆแล้งๆ จะมี “มิสเตอร์อเมริกา” หรือ “พระถังซัมจั๋ง” มาช่วยปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซจุดที่วิกฤติพลังงานโลกส่อหนักหนาสาหัสขึ้นตามเส้นทางน้ำมันตีบตันไม่เว้นแม้แต่อเมริกันชนเองก็เจอภาวะกระอัก ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาล และกำลังส่งผลให้ราคาอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นรัฐบาลอินเดียต้องเรียกร้องความร่วมมือจากประชาชนทั่วประเทศในการรับมือกับวิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออก กลาง ทั้งลดการใช้น้ำมัน เวิร์กฟรอมโฮม ลดการเดินทางไปต่างประเทศ งดหรือลดการซื้อทองคำ เบรกชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน งดใช้ปุ๋ยเคมีเพราะนำเข้าลำบากสัญญาณน้ำมันขาดแคลน กำลังปะทุหนักขึ้น ไม่มี วี่แววคลี่คลายข่าวร้ายสำหรับประเทศไทยที่ได้เจอแรงกระแทกหนักๆ จากวิกฤติพลังงานในภาวะสงครามอุดช่องแคบฮอร์มุซหนักหนาเป็นเบอร์ต้นๆของโลกการเมืองแบบไทยๆเกือบทำให้เกิดเหตุวิปโยคแย่งชิงน้ำมันผลจาก “ไอ้โม่งปล้นดีเซล” ฉุดความเชื่อมั่นรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย จนเครดิตความโปร่งใสติดลบกระทบการบริหารที่ “ติดด่านระแวง” สังคมไม่ไว้วางใจยิ่งเป็นเรื่องเงินๆทองๆ ยิ่งต้องโดนไล่บี้ไล่ต้อนจับตา จับผิด จับโกงไม่มีทางที่จะได้ไฟเขียว เปิดทางโล่งปลอดโปร่ง ตามจังหวะแบบที่โดนเบรกหัวทิ่มหัวตำ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ต้องสั่งชะลอการบรรจุวาระพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาทออกไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาชน นำคณะยื่นให้พิจารณาว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ตามกระบวนการทางกฎหมาย ภายในระยะเวลา 60 วันเครื่องมือประคองเศรษฐกิจจากวิกฤติพลังงานใช้ไม่ได้ ดั่งใจนึกแม้ “นายกฯอนุทิน” จะยืดอก พกความมั่นใจ รับเป็น “นายประกัน” ประกาศข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวต่อ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยืนยันจะดูแลการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ไม่ให้มีการรั่วไหล ก็ไม่ได้มีผลกระตุ้นกระแสความมั่นใจพูดไปก็โดนย้อนคอหอย ปล่อยให้ “ไอ้โม่งปล้นดีเซล” ผลาญเครดิตไปหมดแล้ว จะให้ประชาชนเชื่อผู้นำได้ยังไงแนวโน้มน้ำหนักอยู่ที่ “เดอะแบก” อย่าง “ดร.เอก” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ก็ยังต้องออกแรงเหนื่อยในการลาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ผ่าน “ด่านระแวง” ที่รัฐบาล “อนุทิน 2 พลัส” ต้องเจอแรงต้านแบบบวกๆค่ายส้มกับพรรคประชาธิปัตย์แท็กทีมกันดักหน้าดักหลังสภาพลำพัง “ดร.เอก” ถือต้นทุนหน้าตักโปร่งใสคนเดียว ไม่อาจการันตี เสือหิว เสือโหย ที่เพ่นพ่านอยู่หน้าเขียงเนื้ออันโอชะ จังหวะไอ้โม่งปล้นน้ำมันประจานฟอร์มนักการเมืองบ้านใหญ่ที่แฝงอยู่รอบเขากระโดงจ้องถอนทุนเลือกตั้งกันตั้งแต่นาทีแรก ส่อเค้าปล้นดะแน่แม้โดยเงื่อนไขสถานการณ์จะถือได้ว่ารัฐบาล “อนุทิน 2 พลัส” ก็ได้จังหวะตามน้ำแบบเนียนๆ ในการงัดตำราบริหารวิกฤติเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินปลุกวิญญาณ “นักกู้ลุ่มเจ้าพระยา” มากู้ความเดือดร้อนตามสูตรโดยเฉพาะการประคองปากท้องประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่เป็นกลุ่มเปราะบางและเป็นฐานใหญ่สุดของประเทศไทยที่ติดกับดัก “จนดักดาน”แทบไม่มีเสียงคัดค้านเงิน 2 แสนล้านในการกู้ลอตแรกตามการแจกแจงของ “ดร.เอกนิติ” เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.4 ล้านคน และยังรวมถึงการอัดฉีดผ่านบัตรคนจนและผู้ร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือนเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงที่ต้องรีบอัดฉีดก่อนเศรษฐกิจปากท้องติดล็อกในภาวะที่คนจนหาเช้า กินค่ำกำลังสำลักน้ำมัน อยาก กินทุเรียนแม่ค้าออนไลน์ ใครขืนเอาคานเข้ามาสอด ขัดคอชาวบ้านโดนด่าเปิงแน่แต่เงินกู้ลอตสองอีก 2 แสนล้านบาทนั่นต่างหากที่ส่อติดคาด่านระแวงเพราะจนถึงตรงนี้ แม้คนต้นทุนโปร่งใส หน้าตักหนาๆ อย่าง “ดร.เอกนิติ” ก็ยังชี้แจงได้ไม่ขาด อธิบายได้ไม่เคลียร์ กับมาตรการในการส่งเสริมเปลี่ยนผ่านพลังงานจากน้ำมันเป็นทางเลือกอื่นลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ไร้ความแน่นอนในภาวะสงครามตามสภาพมั่วๆแบบที่เห็นกันตรงหน้า เหล่า “นักสู้หน้าตู้ชาร์จ” ต้องผจญกับความยุ่งยากในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ความไม่สะดวก ล่าช้า ต้องแย่งกันชาร์จถึงขั้นทะเลาะวิวาท นั่นไม่ร้ายเท่าระบบไฟไร้มาตรฐาน ไฟฟ้าช็อต ไฟไหม้ที่ชาร์จลามไปถึงบ้านพักอาศัยพอรถเจ๊งยังต้องเจอกับปัญหาอะไหล่ ศูนย์บริการ เงื่อนไขประกันภัย ฯลฯสถานการณ์ยังไม่มีความพร้อมในการรองรับผู้ใช้รถอีวี แต่รัฐบาลเร่งออกตัวตีปี๊บไปก่อนแล้วเป็นร้อยกิโลเมตร ถึงจุดเบรกก็ช็อตฟีลกันดื้อๆแบบที่กระทรวงการคลังสั่งทบทวนโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่”ลูกมั่วพอๆกันเลยกับโครงการส่งเสริมหลังคาผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์สภาพแบบที่ “ขิงสุดซอย” นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน แห่โปรฯให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน แต่ไม่ทันข้ามวันก็ต้องระดมบิ๊กกระทรวงพลังงานออกมารับหน้าผู้บริโภคที่บุกเข้ายื่นร้องเรียนเดือดร้อนหนักจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน ฟ้อง สคบ.ก็โบ้ยช่วยไม่ได้ด้านบวกยังไม่เห็นอนาคตข้างหน้า แต่มุมลบปาดหน้ามาประจานฟ้องด้วยภาพยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านพลังงานแบบ “สุกเอาเผากิน” ลูกมั่วเข้าเหลี่ยมพวกจ้องแปรวิกฤติเป็นโอกาส ฟอร์มธรรมชาตินักการเมืองแบบไทยๆยังนัวเนียไม่พ้น “หัวคิว-เงินทอน” เขี่ยลูกเอื้อเอกชนผูกขาดแล้วจะ “ตีเช็คเปล่า” 2 แสนล้านไปผลาญ ยาก จะผ่านด่านระแวง.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม