“กล้าธรรม” พรรครอเสียบ เป็นไปอย่างที่คาดการณ์กันว่าพรรคฝ่ายค้านไร้ “เอกภาพ” ก็เป็นอย่างนั้นจริง “ประชาธิปัตย์” ก็ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับ “กล้าธรรม” ในการเป็นรัฐบาล“ประชาชน” ก็ประกาศไม่ต่างกันแล้วแบบนี้มันจะทำงานร่วมกันได้อย่างไรเมื่อมาเป็นฝ่ายค้านซีกเดียวกันจึงต่างคนต่างทำหน้าที่“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ก็เลยสบายๆ“กล้าธรรม” มีการเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค “ธรรมนัส พรหมเผ่า” กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีก “ไผ่ ลิกค์” ขุนพลคู่ใจเป็นเลขาธิการพรรคก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรพิเศษนอกจากจัดให้เข้าที่เข้าทางเท่านั้น ใครใหญ่จริงก็ต้องไปยืนในมุมที่ควรจะเป็น ที่ผ่านมาไม่เป็นหัวหน้าเองก็เพราะ...การเจรจาต่อรองเรื่องร่วมรัฐบาลและตำแหน่งรัฐมนตรีก็ต้องให้ตัวสำรองไปเจรจา เพื่อทำให้อำนาจต่อรองมีน้ำหนักมากขึ้นอย่างที่รู้กันแหละว่า “กล้าธรรม” นั้นไม่เคยเป็นฝ่ายค้านมาก่อน รัฐบาลชุดนี้ก็หวังที่จะได้ร่วมทำงานด้วยแต่เนื่องจากสภาพปัญหาใน “กล้าธรรม” เอง จึงต้องไปเป็นฝ่ายค้านเพื่อรอเวลาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไม่ได้เห็นการแสดงบทบาทฝ่ายค้านอย่างที่ควรจะเป็นบวกกับไม่ลงรอยกับอีก 2 พรรคก็เลยกลายเป็นฝ่ายค้านผู้เดียวดายไปรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทผ่าน ครม.ไปแล้ว และจะเข้าสภาในวันที่ 14 พ.ค.นี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ทูลเกล้าฯไปแล้วแต่ฝ่ายค้านโดย “ประชาชน” และ “ประชาธิปัตย์” เห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนควรจะออกเป็น พ.ร.บ.จึงเข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ“กล้าธรรม” อยู่เฉยๆไม่ร่วมด้วยก็ชัดเจนในท่าทีท่าทีของพวกเดียวกันแม้จะอยู่คนละฝ่ายว่ากันตามความเป็นจริง การกู้เงินในลักษณะนี้หลายรัฐบาลเคยทำมาแล้ว “ประชาธิปัตย์” ก็ทำมาหลายครั้งเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินแบบไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่...ว่างั้นเถอะสุดท้ายก็ทำได้ไม่มีปัญหาแต่ก็ดีทำให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบในการนำเงินไปใช้จะต้องคุ้มค่าได้ประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่นำไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉกโกงกินแต่ภาพที่สะท้อนออกมาในทางการเมืองจะเห็นการทำงานของฝ่ายค้านไม่มีความเป็นเอกภาพต่างคนต่างทำจึงไม่แข็งแกร่งพอที่จะล้มรัฐบาลได้พรรคที่มีเสียงมากสุดเป็นผู้นำฝ่ายค้านก็ว่าไป พรรครองลงมาก็ว่ากันไป ยิ่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนิยมแซง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชนก็คงจะชิงการนำกันอย่างแน่นอน!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม