จู่ๆโครงการที่เคยถูกล้อเลียนว่าเป็นโครงการ “7 ชั่วโคตร” ของประเทศไทย เพราะมีข่าวว่ามีการศึกษาหารายละเอียดแล้ว สมควรจะลงมือสร้างได้แล้ว แต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลไหนกล้าลงมือเสียที...อันได้แก่ โครงการ “แลนด์บริดจ์” ก็กลับมาเป็นข่าวใหญ่ของประเทศไทยอีกครั้งเริ่มจากวันที่ 27 เมษายน รัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์เดินทางมาพบหารือกับนายกรัฐมนตรีไทย และแจ้งให้รัฐบาลไทยทราบว่า รัฐบาลสิงคโปร์สนใจเรื่องแลนด์บริดจ์...จากนั้นก็แวะไปรับประทานโจ๊กที่ร้านโจ๊กโรงหนัง ปรินซ์ บางรัก กันอย่างเอร็ดอร่อยรุ่งขึ้นอีกวันนายกฯอนุทินก็แจ้งต่อคณะรัฐมนตรีว่า โครงการแลนด์บริดจ์คิดกันมาหลายรัฐบาลแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นลงมือจริงจังกันเสียที ทั้งๆที่เป็นโครงการที่มีศักยภาพที่จะสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ และพัฒนาเศรษฐกิจไทยระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญว่าแล้วก็มอบหมายให้นาย “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รอง นายกฯและรัฐมนตรีคมนาคม ไปทบทวนความเป็นไปได้จากผลการศึกษาที่มีอยู่เดิม แต่ปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้รอบคอบรอบด้านอีกครั้งกลายเป็นที่มาของการถกเถียง และการพาดหัวข่าวของสื่อต่างๆจนถึงทุกวันนี้เช่นมีการเสนอญัตติต่อที่ประชุมวุฒิสภาขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการนี้เพราะเป็นโครงการใหญ่ใช้เงินลงทุนถึง 9.9 แสนล้านบาท และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เยอะควรพิจารณาให้รอบคอบตามมาด้วยการแสดงความคิดเห็นของนักวิชาการหลายๆท่านบ้างก็ว่าควรบ้างก็ว่าต้องระมัดระวัง--ยาวเหยียดนิด้าโพล เห็นว่าประชาชนสนใจก็เลยไปสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ “คนใต้ว่าไงโครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” พาดหัวผลสำรวจว่า “คนใต้ร้อยละ 54.43 ระบุว่า เคยได้ยินแต่เข้าใจเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการ”ในขณะที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชนบอกว่าขณะนี้ชาวใต้จับตาโครงการนี้เป็นพิเศษ เพราะมีความพยายามเร่งรัดเร่งรีบที่จะดำเนินการโครงการนี้ ทั้งๆที่ตอนหาเสียงก็ไม่ได้เน้นว่าเป็นนโยบายเรือธงแต่อย่างใดฯลฯ และ ฯลฯสำหรับผมเองเป็นนักเศรษฐศาสตร์ตกรุ่นที่ไม่เชื่อในการลงทุนอะไรที่ใหญ่เกินตัวอยู่แล้ว จึงมีใจเอนเอียงไปในทางไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น...ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยเฉพาะตอนนี้นะครับจึงเกิดความรู้สึกว่าไม่รู้จะหยิบมาดูทำไมให้ “เสียเวลา” และ “เสียสมาธิ” ที่ควรใช้คิดในเรื่องที่จำเป็นกว่า เช่น เรื่องที่เรากำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลางอยู่ในขณะนี้นี่ผมไม่ได้ประชดประชันนะครับ กราบเรียนอย่างจริงใจเลยว่าเราควรจะทุ่มเทหรือมุ่งมั่นที่จะเอาตัวรอดจากปัญหา “เฉพาะหน้า” ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ดีกว่าแบ่งคนแบ่งเวลาไปศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์ ซึ่งบางกระแสก็ว่าจะใช้งบประมาณถึง 1 ล้านล้านบาท (มากกว่า 9.9 แสนล้านบาทที่วุฒิสภาตั้งญัตติไว้เสียอีก) เราก็ไม่มีปัญญาจะลงทุนเองอยู่ดีก็ต้องไปเร่ขายโครงการหาเงินมาลงทุน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะนักลงทุนไม่ว่าที่ใดในโลกเขาก็จะต้องดูแล้วดูอีกว่าคุ้มไหม?สุดท้ายก็จะเหมือนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ซึ่งยังไม่ค่อยมีอะไรคืบหน้า แถมบางโครงการอย่าง รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ก็ทำท่าจะแท้งด้วยซ้ำไปผมถึงไม่อยากให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องแลนด์บริดจ์ จนถึงขั้นกินเวลาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเสียหมด ผมยังมีความเห็นว่าเราต้องเอาตัวให้รอดให้ได้เสียก่อนครับ หากจะมองเรื่องระยะยาวเผื่อไว้ด้วยก็ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างประเทศและการลงทุนที่ไม่มากเกินตัวเท่านั้นครับ เรื่องแลนด์บริดจ์ควรจะเก็บไว้ท้ายๆโน่นเลย...“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม