คุณรัชดา ธนาดิเรก โฆษกสำนักนายกฯ รีบออกมาขานรับ “นิด้าโพล” ทันทีหลังจากที่ “นิด้าโพล” ได้สรุปผลสำรวจว่า “ประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ส่วนใหญ่ 67.22% เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล” ทั้งที่ผลสำรวจก็ระบุว่า ยังไม่เข้าใจว่าแลนด์บริดจ์คืออะไรสูงถึง 81.1% โฆษกสำนักนายกฯบอกว่า นายกฯได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นอภิเมกะโปรเจกต์ที่มี มูลค่าการลงทุนสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญไปดูผล “นิด้าโพล” ที่เปิดเผยในวันสุดสัปดาห์ก่อนครับ คำถามแรกถามถึง “การเคยได้ยิน” และ “ความเข้าใจ” เกี่ยวกับ “แลนด์บริดจ์” ของตัวอย่างใน 14 จังหวัดภาคใต้ ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,455 หน่วยตัวอย่าง คำตอบที่ได้รับ ส่วนใหญ่ร้อยละ 54.43 ตอบว่า “เคยได้ยินและเข้าใจเพียงเล็กน้อย” รองลงมา ร้อยละ 26.67 ตอบว่า “เคยได้ยินและพอจะเข้าใจบ้าง” รวมแล้ว ตัวอย่างสูงถึง 81.1% ที่ตอบว่า เคยได้ยินและเข้าใจเพียงเล็กน้อยและเข้าใจบ้าง ส่วน คนที่เคยได้ยินและเข้าใจดีมากมีเพียงร้อยละ 10.52 และไม่เคยได้ยินเลย มีร้อยละ 7.08คำถามสุดท้าย “นิด้าโพล” ได้ถาม คนที่เคยได้ยิน ทั้งที่ เข้าใจดีมาก (10.52%) พอเข้าใจบ้าง (26.27%) เข้าใจเพียงเล็กน้อย (54.43%) ถึง ความคิดเห็นเกี่ยวกับแลนด์บริดจ์ โดยระบุพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 34.21 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองมา ร้อยละ 33.01 ค่อนข้างเห็นด้วย แล้ว “นิด้าโพล” ก็สรุปออกมาเลยว่า คนใน 14 จังหวัดภาคใต้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับแลนด์บริดจ์เอาตรรกะวิชาอะไรมาสรุปไม่ทราบ หรือต้องการเอาใจรัฐบาลสีน้ำเงิน? ทำให้ “นิด้าโพล” ของ สถาบันนิด้า ที่เคยน่าเชื่อถือ เสื่อมความขลังลงไปทันที และ คุณรัชดา โฆษกสำนักนายกฯก็รีบออกมาขานรับ เพราะรัฐบาลกำลังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่เคยมีผลการศึกษาวิจัยว่า ไม่คุ้มค่าการลงทุนวันนี้ผมจะเอาข้อมูลพื้นฐานจากโพสต์ของ คุณบัณฑิต ศรีภา ซึ่งระบุว่า เป็นกัปตันเรือเดินสมุทรและนักวิเคราะห์นโยบายทางทะเล และโลจิสติกส์ ได้สรุปขั้นตอนกระบวนการทำงานของ “แลนด์บริดจ์” ที่ไม่มีทางสู้ “ช่องแคบมะละกา” ได้เลยดังนี้เริ่มจาก ยกตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือ–วางตู้ที่ลาน–ยกขึ้นรถหัวลาก–ไปขึ้นรถไฟ–รถไฟวิ่งข้ามฝั่งระยะทาง 90 กม.–ยกตู้ที่ลาน–ยกตู้ขึ้นหัวรถลากอีกครั้ง–วิ่งที่หน้าท่าเรือ–ยกตู้ขึ้นเรือใหม่ ต้องทำแบบนี้ซ้ำสองครั้งที่ท่าเรือฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ต้นทุนมีทั้ง ค่าขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ ค่ารถหัวลาก ค่ารถไฟ ค่ารอคิวในลาน ค่าเครนยก ฯลฯ ขณะที่เรือวิ่งผ่านช่องแคบมะละกา ไม่ต้องทำสิ่งเหล่านี้ที่ต้องทำในแลนด์บริดจ์ ประหยัดค่าใช้จ่ายมหาศาลต่อหนึ่งลำเรือเรือบรรทุกทั่วไปมีขนาด 15,000-24,000 TEU การยกตู้ 2 หมื่นตู้ลงจากเรือและขึ้นเรือ ต้องใช้เครนจำนวนมาก ใช้หัวรถลากจำนวนมาก ใช้รถไฟจำนวนมาก ต่อให้ใช้รถไฟขบวนยาวพิเศษ 100 ตู้ต่อเที่ยว ต้องใช้รถไฟ 150–240 เที่ยวกว่าจะหมด 1 ลำเรือ แล้วไปขึ้นเรือใหม่อีกรอบแบบเดียวกัน ถ้าเรือเข้า 10 ลำ ต้องใช้รถไฟถึง 1,500–2,400 เที่ยวต่อลำดูข้อมูลคร่าวๆเหล่านี้แล้ว จะมีนักลงทุนที่ไหนฉลาดพอที่จะนำเงินมาลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาทไหม จะมีบริษัทไหนมาใช้บริการที่ต้องเสียเวลาเดินทางเพิ่มอีกไม่รู้กี่วันและมีต้นทุนเพิ่มขึ้นแบบนี้ไหม ถ้ารัฐบาลเดินหน้าโครงการนี้จริง ก็ไม่รู้จะมีนักลงทุนที่ไหนกล้าลงทุน แต่คนที่จะได้ประโยชน์สูงสุดคือ “เจ้าของที่ดิน” ที่ไปกว้านซื้อที่ดินตลอดเส้นทางแลนด์บริดจ์ชุมพร–ระนอง รวยกันไม่ไหวเลยจ้า.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม