การแถลงนโยบายรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน ที่รัฐบาลจะต้องเจอศึกหนักท่ามกลางวิกฤติพลังงาน และถ้าย้อนหลังไปช่วงที่เกิดการระบาดของ โควิด-19 ก็ไปตรงกับการดำรงตำแหน่งของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ในกระทรวงสาธารณสุข เกิดวลีเด็ดทางการเมือง วัคซีนเต็มแขน ในสภาพที่คนไทยกลายเป็นคนป่วยอนาถา การรับตำแหน่งนายกฯครั้งที่ 2 ของ นายกฯอนุทิน ก็เช่นกัน รวยจนบอกว่าทนไม่ไหวแล้ว ตอนนี้คนไทยกำลังเป็นคนป่วย ประเทศไทยก็กลายเป็นคนป่วย ทีมเศรษฐกิจก็กำลังจะป่วยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลมีความชัดเจน ว่า เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมแบบสุดขั้ว กรณี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาตอกลิ่ม ฉายภาพของ รัฐบาลอนุทิน ที่มาจาก 5 คลัสเตอร์อำนาจ โดยไม่มีคำว่า ประชาชน เพื่อประชาชนอยู่ในสมการ กับภาพการรับมือวิกฤติพลังงาน สามารถจะอธิบาย ถึงการกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเอาไว้อย่างเด็ดขาดในขณะที่ นายกฯอนุทิน พยายามสร้างภาพลักษณ์ให้เห็นว่า รัฐเอาจริงเอาจังกับสแกมเมอร์ ยาเสพติด บ่อนพนัน และคอร์รัปชัน แต่ในอีกมุม ไม่ว่าจะเป็นการคัดสรรคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี การบิดเบือนของกระบวนการยุติธรรม และการเปิดช่องให้มีการทุจริตเชิงนโยบาย ในขณะที่อีกฝ่ายตกอยู่ภายใต้กับดักของ นิติสงคราม อย่างถาวร เช่นที่ กรณี รังสิมันต์ โรม ออกมาแฉถึงไอ้โม่งได้ประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน หรือ รักชนก ศรีนอก ที่ออกมาทวงถามความรับผิดชอบในการส่งออกแรงงานไปเก็บผลไม้ที่ฟินแลนด์ หรือแม้แต่การตั้งรัฐมนตรีที่ยังถือครองหุ้นในบริษัทเอกชนเข้ามารับตำแหน่ง โดยไม่แคร์สื่อและนำไปสู่วิกฤติศรัทธาต่อรัฐบาลอนุทินแบบพลัส ตั้งแต่เมื่อวานความน่าเชื่อถือของนายกฯและรัฐบาลชุดนี้ เดิมทีก็ต้นทุนต่ำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติจากในประเทศหรือจากต่างประเทศ ที่ล้อมกรอบ ประเทศไทยอยู่ในเวลานี้ รัฐจะต้องทำมากกว่าพูด ไม่ใช่ไปยืนโชว์ผลงานในสภาเป็นชั่วโมง สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นรูปธรรมคือ คนไทยต้องกินต้องใช้สินค้าที่มีราคาแพงขึ้นวันยังค่ำวันนี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง หรือศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ทำอะไรเป็น (รูปธรรม) บ้าง ชาวบ้านเริ่มไม่มั่นใจและไม่เชื่อมั่นฝีมือทีมเศรษฐกิจชุดนี้ ตั้งแต่ยังไม่ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีด้วยซ้ำ รัฐบาล คณะรัฐมนตรีและผู้นำประเทศ ถ้าไร้ซึ่งความเชื่อมั่นแล้วประเทศไทยและคนไทยจะอยู่กันต่อไปอย่างไรที่น่ากังวลที่สุดคือ ระบอบการเมืองการปกครอง ที่รัฐเข้ามากุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ซึ่งปกติจะต้องตรวจสอบถ่วงดุลในการบริหารประเทศ ถึงจะเรียกว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยการยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จอันตรายกว่าการ ปฏิวัติรัฐประหาร ที่อยู่ภายใต้เวลาและขอบเขตที่จำกัดปฏิวัติก็แค่ฉีกรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่ถ้ายึดอำนาจประชาธิปไตยไปจากประชาชน มีรัฐธรรมนูญก็เหมือนไม่มี.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม