ไม่น่าเชื่อครับ นํ้ามันขายปลีกไทยเช้าตรู่วันอาทิตย์ 5 เม.ย. ดีเซลซูเปอร์พาวเวอร์พุ่งขึ้นไปถึงลิตรละ 70.44 บาทแล้ว เพิ่มขึ้น 6.50 บาท ส่วน ดีเซลธรรมดาลิตรละ 50.54 บาท เพิ่มขึ้น 2.80 บาท ดีเซล B20 ลิตรละ 45.54 บาท เพิ่มขึ้น 2.80 บาท หลังจากที่ คณะกรรมการบริหารกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติ ลดการชดเชยลงลิตรละ 2.61 บาท ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นลิตรละ 2.80 บาท ส่วนนํ้ามันชนิดอื่นยังราคาเดิม ถ้าเย็นวันอาทิตย์เย็นวันจันทร์ กบน.ลดการชดเชยลงอีก ราคานํ้ามันก็ขึ้นอีกแน่นอนผมลองเปรียบเทียบ ราคานํ้ามัน 28 ก.พ. ก่อนสงครามอิหร่าน วันนั้น ดีเซลธรรมดาลิตรละ 29.94 บาท 5 เม.ย. ลิตรละ 50.54 บาท เพิ่มขึ้น 20.60 บาท เพิ่มขึ้น 68.80% ดีเซลซูเปอร์พาวเวอร์ลิตรละ 43.44 บาท 5 เม.ย. ลิตรละ 70.44 บาท เพิ่มขึ้น 27 บาท เพิ่มขึ้น 62.15% นํ้ามันอย่างเดียวเพิ่มขึ้นกว่า 60% ค่าครองชีพอื่นก็แพงตามก็หวังว่า ครม.นัดพิเศษ หลังจากเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล จะรีบดึงความเชื่อมั่นของรัฐบาลกลับมา เร่งปรับโครงสร้างราคานํ้ามันที่แพงอย่างไม่สมเหตุผลทันที ตั้งแต่ การอิงราคานํ้ามันหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ ค่าการกลั่น ค่าการตลาด ภาษีสรรพสามิต ค่าขนส่ง ค่าประกัน ฯลฯ โดยเฉพาะ “ค่าการกลั่น” ที่บวกกันเพลินมาก จากลิตรละ 2 บาท ในเดือน ก.พ. ขึ้นไปเป็นลิตรละ 6-7 บาทในเดือน มี.ค. และขึ้นไปอีกเป็นลิตรละ 12-14 บาทในเดือน เม.ย. โดยบวก “ค่าความเสี่ยงสงคราม (War Premium)” เข้าไปด้วย ทั้งที่โรงกลั่นอยู่เมืองไทย การขึ้นค่ากลั่นแบบนี้ต้องขออนุญาตใครหรือไม่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดึงเข้ามาอยู่ในระบบราคานํ้ามัน เพื่อไม่ให้ราคานํ้ามันแพงเกินจริงนํ้ามันแพง ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อค่านํ้ามันรถค้าขนส่งเท่านั้น แต่กระทบไปถึงค่าครองชีพในวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนทุกครัวเรือนในวงกว้าง ถ้ารัฐบาลบริหารไม่ดี ประชาชนจะเดือดร้อนหนักทุกหย่อมหญ้า ไม่รู้ช่วงนี้ “ซุปเปอร์จี” คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีพาณิชย์ หายหน้าหายตาไปไหน หลังจากที่เสียเซลฟ์ไปหลายเรื่อง คงต้องออกมาพิสูจน์ฝีมือโดยเร็ว จะเก็บตัวฮีลใจไม่ได้ ประชาชนเดือดร้อนสิ่งบอกเหตุที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กระทรวงพาณิชย์ มีมติให้สินค้า 3 รายการใหม่เป็นสินค้าควบคุม ได้แก่ เม็ดพลาสติก ซอสปรุงรส นํ้าดื่มบรรจุขวด เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญที่มีผลต่อโครงสร้างต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง เพื่อป้องกันการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง และรักษาเสถียรภาพของราคาในตลาด ไม่น่าเชื่อนะครับ ประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ด้วยนํ้าท่า มีนํ้าท่วมใหญ่ทุกปี วันนี้กระทรวงพาณิชย์ต้องประกาศให้ “นํ้าดื่มบรรจุขวด” เป็น “สินค้าควบคุม” เพื่อป้องกันการขาดแคลนและขึ้นราคาเท่าที่ผมทราบ นํ้าดื่มขวดนำเข้าหลายยี่ห้อขาดตลาดแล้ว นํ้าดื่มขวดที่ผลิตในไทยก็เริ่มจำกัดปริมาณการซื้อมาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม หลังจากที่ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) โรงงานผลิตพลาสติกเครือปูนใหญ่ ประกาศยุติการผลิตเม็ดพลาสติกเพราะขาดแคลนวัตถุดิบ และยกเลิกใบสั่งซื้อของลูกค้าทั้งหมด ส่งผลให้เม็ดพลาสติกในไทยขาดแคลนทันทีคุณวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบายว่า “เม็ดพลาสติก” เป็นวัตถุดิบสำคัญ จะมีการควบคุมทั้งเม็ดพลาสติกประเภท PE, PP, PET ซึ่งใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดพลาสติก ถุงพลาสติก ฝาบรรจุภัณฑ์ โดยกำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย และผู้ซื้อเพื่อนำไปผลิต ต้องรายงานข้อมูลราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต การนำเข้า การใช้ ปริมาณคงเหลือ ต่อกรมการค้าภายในทุกสัปดาห์ ส่วน “ซอสปรุงรส” และ “นํ้าดื่มบรรจุขวด” กรมการค้าภายในได้ติดตามใกล้ชิด หากพบสัญญาณขาดแคลนสินค้าจะเข้าดำเนินการได้ทันทีสงครามอ่าวได้ส่งผลวิกฤติลามเข้าไปในทุกครัวเรือนไทยแล้วคนทั้งโลกได้แต่สาปแช่ง โดนัลด์ ทรัมป์ และ เนทันยาฮู ขอให้ไปจากโลกนี้ไวๆ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม