บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ จัดกิจกรรมใหญ่ “ทศวรรษ แห่งการพัฒนาใต้ร่มพระบารมี”ถวายพระพรชัย มงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 บอกเล่าเรื่องราวของการน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” ไปเป็นแนวทางการพัฒนาตลอด 10 ปี แห่งการเถลิงถวัลยราชสมบัติ สู่ความร่วมมือระดับประเทศกับ 40 องค์กรภาครัฐ-เอกชน “ฐาปน” เผยผลการร่วมทำงานกับชุมชนภายใต้แนวคิด “พีรามิดหัวคว่ำ” มาร่วมทศวรรษ ยอมรับเห็นทั้งผลสำเร็จและข้อจำกัด พร้อมปรับแนวทางการทำงาน ริเริ่มโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” มุ่งเน้นการสร้างประโยชน์กับชุมชน เพื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข อันเป็น การน้อมนำพระราชปณิธานมาปฏิบัติให้เกิดผลอย่าง เป็นรูปธรรมที่แพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 27 ก.ค. บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมใหญ่ “ทศวรรษแห่งการพัฒนาใต้ร่มพระบารมี” ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนม พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ร่วมดำเนินงานโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” ร่วมกันถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนเข้าสู่พิธีถวายพระพรชัยมงคล และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยมีนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทในเครือ ไทยเบฟ เวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำกล่าว ทรงพระเจริญ 3 ครั้งนายฐาปน เปิดเผยว่า ครอบครัวสิริวัฒนภักดี และกลุ่มบริษัทในเครือ ร่วมกันจัดงานเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ทศวรรษแห่งการพัฒนาใต้ร่มพระบารมี” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของการน้อมนำเอาพระปฐมบรมราชโองการ สืบสาน รักษา และต่อยอด ไปเป็นแนวทางการพัฒนา จากจุดเริ่มต้นตลอด 10 ปีแห่งการเถลิงถวัลยราชสมบัติ สู่ความร่วมมือระดับประเทศกับ 40 องค์กรภาครัฐ และเอกชน เพื่อสืบสานสิ่งที่มีคุณค่า รักษาทรัพยากร และภูมิปัญญา ตลอดจนถึงการต่อยอดสู่เศรษฐกิจฐาน ราก และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของประชาชน“ตั้งแต่ปี 2568 ที่เราเริ่มขับเคลื่อนงานอย่างจริงจัง โดยวางแผนการดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปี 2569 และเตรียมความพร้อมเพื่อเชื่อมสู่ปี 2570 ซึ่งจะเป็นวาระครบรอบ 100 ปี แห่งการพระราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และนับตั้งแต่องค์การยูเนสโกถวายการยกย่อง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะนักพัฒนา และพระราชปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงได้รับการยอมรับในระดับสากล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีแนวพระราชดำริตามพระบรมราโชบายในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” งานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” นายฐาปนกล่าวนายฐาปนระบุด้วยว่า ไทยเบฟฯจึงได้ร่วมทำงานกับชุมชนต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2558 ภายใต้แนวคิด “พีรามิดหัวคว่ำ” ที่มุ่งให้ชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนาอย่างแท้จริง และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนานี้ผ่านบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ใน 76 จังหวัด ตลอดจนถึงการเชื่อมต่อในแต่ละปีกับอำเภอ 887 อำเภอทั่วประเทศ“ตลอดระยะเวลา 10 ปี ทำให้ได้เห็นทั้งผลสำเร็จและข้อจำกัด หลายพื้นที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยตัวเอง แต่ยังติดขัดด้านการบริหารจัดการภายในระดับจังหวัด ทำให้มีหลายโครงการต้องชะลอการดำเนินงาน ทั้งที่ชุมชนมีศักยภาพ และความพร้อมอยู่แล้ว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทในเครือไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวนายฐาปนกล่าวอีกว่า เหตุนี้คณะทำงานจึงปรับแนวทางการทำงานโดยริเริ่มโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” มุ่งเน้นการสร้างประโยชน์กับชุมชนเพื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข อันเป็นการน้อมนำพระราชปณิธาน มาปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นในวันที่ 27 ก.ค.นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวคิด “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี” เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคประชาชน เครือข่ายความร่วมมือนี้ ประกอบไปด้วยหน่วยงานสำคัญหลายแห่ง อาทิ กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน กปร. กระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงองค์กรภาคธุรกิจ และภาควิชาการ โดยมีการน้อมนำองค์ ความรู้ด้านมาตรฐานการพัฒนาองค์กร เช่น มอก.9999 ซึ่งได้รับคำแนะนำจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล มาประยุกต์ใช้กับภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายองค์กรต่างๆ ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาองค์การนายจ้าง สภาแรงงานไทย และเครือข่าย Thailand Supply Chain เข้าร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนต่างๆเหล่านี้ด้วยนายฐาปนกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดของงานครั้งนี้คือการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้สะท้อนความคิดเห็น และแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเข้าใจพระราชปณิธาน อย่างไร และอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน และประเทศชาติไปในทิศทางใด เพราะเราเชื่อมั่นว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคนรุ่นใหม่ๆ ได้เข้ามามีบทบาทในการสืบสาน รักษา และต่อยอดสิ่งที่พระองค์ท่านทรงวางรากฐานไว้สำหรับผลการดำเนินงานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงวางรากฐานไว้ตลอดช่วง 10 ปี หรือตั้งแต่ปี 2558 ภายใต้โครงการรู้รักสามัคคีวิสาหกิจเพื่อสังคมและประเทศไทยนั้น มีผลรวมการเติบโตของยอดขาย OTOP จากจำนวนโครงการ 1,924 โครงการใน 5,241 ชุมชน (158,216 ครัวเรือน) ทั้งในเรื่องของการเกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยว เฉลี่ยเท่าๆกันทุกภูมิภาคทั่วประเทศ สร้างรายได้สูงถึง 3,520 ล้านบาทอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่