เห็นร่าง พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอนของกลุ่มลูกเทพจากพรรคภูมิใจไทย แกนนำรัฐบาลแล้ว มีประเด็นน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อจะมีการเสนอเป็นวาระเร่งด่วนเข้าสภาในแบบที่เรียกว่า Fast Trackข้อเสนอของกลุ่มลูกเทพซึ่งได้เก้าอี้ รมว. รมช. และ รมต.สำนักนายกฯกว่า 10 คน ช่วยกันคิดออกมาเป็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้น่ะ ประเด็นแรกเลยว่าด้วยการปลดล็อกวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นที่เดิมกำหนดดำรงตำแหน่งกัน 2 สมัย 8 ปี เป็นไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง โดยการให้ประชาชนเป็นผู้เลือกประเด็นที่สองซึ่งเป็นเรื่องต่อเนื่องกันคือ ให้ประชาชนเลือกผู้บริหารท้องถิ่นที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป จากเดิมที่กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นต้องมีอายุ 35 ปีขึ้นไป และเหตุที่อยากให้เลือกคนอายุน้อยกว่านี้ก็เพื่อเพิ่มความหลากหลายมิสไฟน์ เห็นด้วยว่า โครงสร้างผู้บริหารท้องถิ่นควรได้รับการปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัย มีความรู้รอบด้าน ตื่นตัวในการทำงาน เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในแบบฉับพลันทันทีได้ แต่ควรกำหนดกรอบเวลาที่สำคัญคือผู้บริหารท้องถิ่นต้องทำตัวให้เป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้จริงๆ ไม่ใช่เป็นผู้มีอิทธิพลผูกขาดประมูลงานรัฐอยู่ตลอด หรือมัวแต่เฝ้าผลประโยชน์ตนแทนที่จะดูแลผลประโยชน์ประชาชนในท้องถิ่นเรื่องที่เห็นได้วันนี้ก็คือ เรื่องที่ผู้คนในท้องถิ่นได้รับผลกระทบจากการไปเข้าคิวซื้อน้ำมันดีเซลสำหรับนำไปใช้ในเรือกสวนไร่นาและการประมง ซึ่งกระทรวงพลังงานกำหนดให้ซื้อได้รายละ 500 บาทเป็นเวลามากกว่าสัปดาห์แล้วที่ชาวบ้านต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปเข้าคิวซื้อน้ำมันจากปั๊มต่างๆ โดยที่ศูนย์กลางอำนาจช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เริ่มตั้งแต่ต้องเอารถแบ็กโฮไปเติมน้ำมันเอง เอารถอีแต๋น รถไถนา เครื่องตัดหญ้า และถังพลาสติกไปเข้าคิวในปั๊ม ขณะที่ผู้บริหารท้องถิ่นหายศีรษะไปไหนไม่ทราบจริงๆในทางกฎหมาย ผู้บริหารท้องถิ่นที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้พูดถึงก็คือ นายก อบต.นายกเทศมนตรี นายก อบจ. นายกเมืองพัทยา และผู้ว่าฯกทม.คนเหล่านี้มี พ.ร.บ.บริหารราชการส่วนตนบอกไว้ชัดและครอบคลุมทุกด้านว่า ต้องบริหารท้องถิ่นตนอย่างไร ผู้คนในท้องถิ่นมีสิทธิตรวจสอบ และเรียกร้องให้ต้องช่วยชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เพราะพวกเขามีหน้าที่ต้องดูแลการให้บริการขั้นพื้นฐาน คุณภาพชีวิตแก่เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส และผู้พิการที่ถูกละเลย ตลอดจนถึงผู้ประสบภัยเวลามีแผ่นดินไหว ภัยธรรมชาติ รวมถึงวิกฤติการขาดแคลนพลังงาน ชาวบ้านจะต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพอย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหัวข้อที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องที่ว่าด้วยภาษีที่จะกำหนดภาษีรายได้ส่วนบุคคลใหม่ ส่วนภาษีรายได้นิติบุคคลที่เก็บอยู่ 30% จำนวน 195,000 ล้านบาท จะเอาไปกระจายลงสู่ท้องถิ่นประเด็นภาษีนี้ ควรหารือกับกระทรวงการคลังสักนิด เพราะคลังมีแนวคิดจะปรับโครงสร้างภาษีและการขยายฐานภาษีให้เกิดความเป็นธรรมอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการปรับลดภาษีรายได้บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลให้เหลือ 15% รวมถึงจัดให้มีระบบภาษีที่ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐแทนการจ่ายภาษี หรือที่เรียกว่า Negative Income Tax เป็นต้นใน 3 ประเด็นนี้ ถ้าหารือกับผู้หลักผู้ใหญ่สักหน่อย ทบทวนรายละเอียดกันสักนิดให้แตกฉาน และเกิดความเป็นธรรม ก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศ และคนไทยไปจนถึงนักลงทุนจากต่างประเทศที่จะได้อานิสงส์ไปในคราวเดียวกันด้วย.มิสไฟน์คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม