การบ้านรัฐบาลสีน้ำเงิน ครม. ชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยกุมเสียงข้างมาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่จะมานำทัพบริหารบ้านเมือง ท่ามกลางไฟสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง โจทย์โหดมหาหินคือ ประเทศไทยต้องพร้อมรับมือปัญหาเฉพาะหน้าไปพร้อมกับวางแผนระยะยาว หากมหาอำนาจขัดแย้งยืดเยื้อความรู้สึกชาวบ้านที่มีต่อการทำงานของรัฐบาลก็เป็นเรื่องที่มิอาจมองข้าม โพลหลายสำนักออกมาสำรวจความต้องการก่อนหน้านี้ เช่น ทางสถาบันพระปกเกล้าเผยผลสำรวจเรื่องทัศนชนชาวบ้านต่อสถานการณ์การเมืองและภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ ที่สำรวจเมื่อวันที่ 27 ก.พ. - 2 มี.ค. 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,908 ตัวอย่างพบหลายกรณีน่าสนใจ เช่น ปากท้องนำการเมือง หวังรัฐบาลใหม่เร่งแก้หน้าเศรษฐกิจ 25.8% อยากให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นและเพิ่มรายได้ประชาชน 21.7% อยากให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว รองลงมา 16.4% แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน และ 11.1% อยากปฏิรูประบบราชการและคอร์รัปชันนอกจากนี้ยังมีความต่างวัยและต่างโจทย์ โดยทางสถาบันพระปกเกล้าพบ คนรุ่นใหม่มองอนาคตประเทศแต่รุ่นทำงาน-ผู้สูงอายุเน้นปากท้อง เจน Z 18-27 ปี ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจระยะยาว การแข่งขันของประเทศ เจน Y และ X 28-59 ปี และ Baby Boomer 60 ปีขึ้นไป เน้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการเพิ่มรายได้ประชาชนสะท้อนความแตกต่างของโจทย์ชีวิตในแต่ละช่วงวัยอย่างชัดเจน คนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่กำลังเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานกังวลอนาคต ขณะที่กลุ่มคนทำงาน ผู้สูงอายุแบกภาระครอบครัว กลุ่มนี้จึงต้องการเม็ดเงินหรือการลดค่าครองชีพทันทีเพื่อให้รอดไปได้ในแต่ละเดือน เป็นข้อมูลที่นายกฯ อนุทินและทีมเศรษฐกิจต้องเก็บไปทำการบ้านปัญหาปากท้องนั้นคือวาระแห่งชาติที่แท้จริงแต่ละช่วงวัยมีโจทย์ชีวิตต่างกัน วัยทำงานและวัยเกษียณต้องการนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อความอยู่รอดเฉพาะหน้า ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่อยากให้มุ่งเน้นไปที่การแก้โครงสร้างระยะยาว ในขณะที่ประเด็นความขัดแย้งหรือโครงสร้างทางการเมืองถูกมองสำคัญเป็นลำดับรองลงมาเป็นอีกข้อมูลสำคัญ ที่ “โพลพระปกเกล้า” พบการส่งสัญญาณชัดเจนจากความคิดเห็นของประชาชนว่ารัฐบาลใหม่ไม่มีเวลาฮันนีมูน จะต้องเร่งผลักดันนโยบายบรรเทาค่าครองชีพที่เป็นรูปธรรมออกมาเป็นควิกวินทันที เหล่านี้คือโจทย์สำคัญ เพราะหากนายกฯ อนุทินและทีมเทคโนแครตค่ายสีน้ำเงินสอบตกเรื่องปากท้อง รัฐบาลก็คงอยู่ยากคลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม