“ธนรัตน์ ทั่งทอง” อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ทำความเห็นแย้งทันควัน หลังศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องอดีตพระธรรมวชิรธีรคุณสฤษฏิ์ เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ และเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ กับสาวคนสนิท ข้อหายักยอกทรัพย์และละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เพราะเงินที่โอนจากบัญชีวัดนครสวรรค์ไปให้จำเลยเป็นเงินใช้หนี้ แต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ แย้งท้ายคำพิพากษาส่งศาลอุทธรณ์พิจารณา ระบุคำให้การและทางไต่สวนจำเลยที่ 1 ย้อนแย้งหลายประเด็น เห็นควรให้พิพากษาว่าการกระทําของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดศาลอาญาคดีทุจริตฯยกฟ้องอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์คดียักยอกเงินวัด แต่อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตฯทำความเห็นแย้งสวนคำพิพากษา แนบให้ชั้นอุทธรณ์พิจารณาด้วย เปิดเผยขึ้นที่ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 พ.ค. ศาลอ่านคำพิพากษา คดีพนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายสฤษฏิ์ จันท์ประธาตุ หรืออดีตพระธรรมวชิรธีรคุณสฤษฏิ์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ และเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ น.ส.ภูธิณี กิวพิทักษ์ เป็นจำเลยที่ 1—2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตฯ กรณียักยอกเงินวัดนครสวรรค์กว่า 4 ล้านบาทโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองวางแผนร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินของวัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย โดยวัดนครสวรรค์เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสวรรค์วิถี ชื่อบัญชีวัดนครสวรรค์ มีบุคคลที่มีอำนาจสั่งจ่ายได้แก่ จำเลยที่ 1 และบุคคลของวัดอีก 2 คน มีเงื่อนไขการสั่งจ่ายเงินคือ ต้องลงลายมือชื่อ 2 ใน 3 คน ซึ่ง 2 ใน 3 คนดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อของเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์จึงจะเบิกถอนเงินได้ จำเลยทั้งสองวางแผนร่วมกันเพื่อนำเงินของวัดนครสวรรค์ผู้เสียหายจากบัญชีดังกล่าว โอนไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2 ตามวิธีการที่จำเลยทั้งสองตกลงวางแผนร่วมกันไว้รวม 49 กรรม เป็นเงิน 4,965,087 บาท ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายและขอให้คืนเงินที่ยักยอกไปแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้ว ข้อเท็จจริง วัดนครสวรรค์เป็นผู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเป็นการโอนเงินคืนตามสัญญายืมเงินที่วัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย ยืมเงินจำเลยที่ 1 เมื่อหักกลบลบหนี้แล้ววัดนครสวรรค์ยังคงเป็นหนี้จำเลยที่ 1 อยู่ ดังนั้นโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง จึงมิใช่เป็นการโอนเงินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระคืนแก่วัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นผู้สนับสนุน จำเลยที่ 1 กระทำความผิด ปัญหาอื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายกฟ้องและยกคำขอในส่วนแพ่งหลังคำพิพากษานายธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางทำความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาแนบในชั้นอุทธรณ์พิจารณาว่า คำให้การและทางไต่สวนของจำเลยที่ 1 พบว่า มีความย้อนแย้งหลายประเด็น จำเลยที่ 1 อ้างว่าเงินจำนวนมากเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปในกิจการของวัด มีเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ แต่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นยืนยัน นอกจากนี้ ยังได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา สนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 นำเงินวัดไปใช้ประโยชน์ส่วนตนและผู้อื่นโดยทุจริต จากพยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่มีตำแหน่งหน้าที่รับเงินของวัดเข้าบัญชีส่วนตัวแล้วเบียดบังไปโดยทุจริต 38 กรรม เป็นเงินรวม 2,136,047 บาทเห็นควรให้พิพากษาว่า การกระทําของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 โดยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 38 กระทง ทางไต่สวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 2,136,047 บาท ที่เบียดบังยักยอกไปคืนให้แก่วัดนครสวรรค์ผู้เสียหาย ส่วนของจำเลยที่ 2 เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาเดิมที่ให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพออ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่