ในที่สุดสงครามตะวันออกกลางจากการเปิดศึกถล่มอิหร่านของสหรัฐฯ+อิสราเอล ก็ส่งผลกระทบไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเราด้วย เหตุเพราะสถานการณ์สงครามทำให้การผลิตและขนส่งพลังงานเชื้อเพลิงมีปัญหาอย่างยิ่งยวดส่งผลให้ราคาน้ำมันขึ้นไปถึงบาร์เรลละกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ ในราคาตลาดโลก เพิ่งจะลดลงมา 2 วันติดๆ กัน เหลือ 80 กว่าเหรียญในวันที่ผมเขียนต้นฉบับนี่เองเนื่องเพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แกคุยว่าจะสามารถเผด็จศึกอิหร่านได้เร็วกว่าที่เคยคิดไว้ อาจจะไม่ต้องใช้เวลา 4-5 สัปดาห์ ตามแผนเดิมแต่ถ้าในวันที่ข้อเขียนลงตีพิมพ์ น้ำมันจะกลับมาขึ้นราคาอีกก็อย่าไปคิดอะไรมากเลยครับ แสดงว่าการสงครามอาจยืดเยื้อยาวนานออกไปอีกและสิ่งที่คุณทรัมป์แกคุยไว้เป็นเพียงแค่ “เฟกนิวส์”จึงถูกต้องแล้วที่รัฐบาลไทยเราไม่ประมาท (แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ก็เถอะ) มีการคลอดมาตรการต่างๆ เพื่อประหยัดการใช้พลังงานออกมายาวเหยียดพร้อมกับจะลงมือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในภาคราชการที่รัฐบาลควบคุมได้...ส่วนภาคเอกชนและประชาชนนั้น ก็ใช้วิธี “ขอความร่วมมือ” และขอความสมัครใจผมคงไม่สามารถคัดลอกมาลงได้หมดในคอลัมน์นี้ ขอยกตัวอย่างเฉพาะบางมาตรการก็แล้วกันนะครับ...เช่น-ปรับการใช้เครื่องปรับอากาศโดยตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสม -ใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกไท ยกเว้นงานพิธี-ลดการใช้ไฟฟ้าทุกชนิดในอาคารสำนักงาน-ส่งเสริมการประชุมแบบออนไลน์และทำงานแบบเวิร์กฟรอมโฮมตามความเหมาะสม รวมทั้งหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ แทนรถส่วนตัว-ปิดไฟโฆษณาในเวลาที่เหมาะสม ฯลฯเท่าที่อ่านจนจบเห็นด้วยทุกข้อเสนอและเชื่อว่าพวกเราภาคเอกชน และภาคประชาชนน่าจะปฏิบัติได้เช่นกันอย่าลืมว่า เรายังต้องซื้อน้ำมันและพลังงานเข้ามาใช้ และสต๊อกเท่าที่เรามีอยู่แม้จะพูดกันว่า อยู่ได้ 60 วันบ้าง 90 วันบ้าง แต่ถ้าใช้กันแบบไม่ประหยัดก็อาจอยู่ได้ไม่ถึงกำหนดตามที่แถลงไว้การประหยัดการใช้พลังงานจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันอย่างเข้มแข็งและจริงจัง นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปผมเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า คนไทยเรา “ทำได้” แน่นอน เพราะได้แสดงพลังร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าวิกฤติพลังงานมาแล้วหลายครั้งเริ่มจากเมื่อ พ.ศ.2516 หรือ 53 ปีที่แล้ว (ผมเริ่มมาเขียนที่ไทยรัฐ พอดีเลย) เราต้องเผชิญปัญหาวิกฤติพลังงานเป็นครั้งแรกจากการเกิดภาวะสงครามในตะวันออกกลางเช่นกัน เป็นเหตุให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นอย่างมาก จนรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องปรับราคาขึ้นตาม ทำให้สินค้าราคาแพง และเกิดภาวะเงินเฟ้อ...เป็น 1 ในสาเหตุของการลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการในเหตุการณ์ “14 ตุลาคม 2516”ผลกระทบยังต่อเนื่องไปจนถึงรัฐบาล อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ช่วงปลายปี 2516 และต้นปี 2517 จนต้องออกมาตรการสำคัญๆหลายๆอย่าง รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ “สรวง สันติ” นักร้องลูกทุ่งลุกขึ้นแต่งเพลง “น้ำมันแพง” ซึ่งมีเนื้อร้องท่อนหนึ่งที่ยังจดจำได้ถึงบัดนี้ว่า “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ฮิตไปทั่วประเทศนอกจากยุค 2516-2517 แล้ว เรายังเจอวิกฤติน้ำมันอีกหลายครั้ง เช่น 2551 รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์, พ.ศ.2557 รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และล่าสุด 2565 ยุค พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา...ซึ่งเราก็สามารถเอาตัวรอดมาได้โดยตลอดดังนั้น ครั้งนี้ก็ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงนึกถึงเพลงของ “สรวง สันติ” เอาไว้นะครับ...โดยเปลี่ยนเนื้อร้องใหม่ให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน เสียก็แล้วกัน“น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนอย่าลืมดับไฟและอย่าลืม “ถอดสูท” ด้วย”...พร้อมกับปฏิบัติข้ออื่นๆ ตามที่รัฐบาลอนุทินขอร้องไว้ให้ครบถ้วน...ผมเชื่อเหลือเกินว่า เราจะฝ่าวิกฤติไปได้อีกครั้ง.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม