ศาลยกฟ้อง “แอม ไซยาไนด์” คดีที่ 3 วางยาฆ่าวิศวกรสาวนครปฐม ปี 63 เหตุพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัย โจทก์นำสืบไม่ได้ว่า จำเลยมีสารไซยาไนด์ไว้ในครอบครอง อีกทั้งจำเลยไม่มีมูลเหตุจูงใจประสงค์ต่อทรัพย์สินเป็นรถยนต์ผู้ตายที่จำนำไว้ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยยกฟ้องแต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ เผยก่อนหน้า ศาลตัดสินประหารชีวิต 1 คดี และจำคุกตลอดชีวิตอีก 1 คดี โดยคดีที่ 4 ศาลนัดอ่านคำพิพากษา 30 เม.ย.นี้ศาลยกฟ้องแอม ไซยาไนด์คดีที่ 3 วางยาฆ่าวิศวกรสาว เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 มี.ค. ที่ห้องพิจารณา 710 ศาลอาญา ศาลนัดอ่านคำพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือแอม ไซยาไนด์ เป็นจำเลย ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน โจทก์ฟ้องว่าระหว่างวันที่ 22-23 ส.ค.63 จำเลยถูกกล่าวหาว่าได้ใส่ไซยาไนด์ลงในเครื่องดื่มให้ น.ส.นิตยา หรือนิด แก้วบุปผา อายุ 36 ปี อาชีพวิศวกร ดื่มกินจนถึงแก่ความตายเนื่องจากระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจล้มเหลว มีมูลเหตุประสงค์ต่อทรัพย์สินของผู้ตาย เหตุเกิดบ้านพักผู้ตาย ต.โพรงมะเดื่อ อ.เมืองนครปฐมศาลพิเคราะห์จากคำเบิกความพยานหลายปากสรุปว่า แม้ผู้ตายจะมีสุขภาพแข็งแรงและมีประเด็นเรื่องหนี้สินวงแชร์ รวมถึงมีพยานยืนยันว่าเห็นจำเลยไปหาผู้ตายที่ไซต์งานก่อสร้างใน รพ.จริง ลักษณะมีพิรุธ แต่ยังมีจุดที่น่าสงสัยในเรื่องสาเหตุการตาย แม้ผลชันสูตรและพยานผู้เชี่ยวชาญจะชี้ว่าลักษณะการตายคล้ายการขาดออกซิเจนจากไซยาไนด์ แต่แพทย์นิติเวชไม่ได้ตรวจหาสารพิษโดยตรงตั้งแต่ต้นเนื่องจากไม่มีข้อสงสัยในขณะนั้น ขณะที่มูลเหตุจูงใจในประเด็นเรื่องทรัพย์สิน รถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ที่ผู้ตายนำมาจำนำในราคา 1.5 แสนบาท ศาลมองว่าเป็นการจำนำกันโดยสมัครใจ จำเลยในฐานะผู้รับจำนำย่อมมีสิทธิยึดถือไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีมูลเหตุจูงใจประสงค์ต่อทรัพย์ตามที่โจทก์อ้างศาลพิเคราะห์ด้วยว่า ในส่วนหลักฐานการครอบครองสารพิษ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสั่งซื้อไซยาไนด์ในช่วงเดือน ส.ค.65 เป็นเวลาหลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนสารที่ใช้ก่อเหตุจริง (ถ้ามี) โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นชัดได้ว่าจำเลยครอบครองหรือจัดหามาเมื่อใด พยานหลักฐานอื่นของโจทก์ยังไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยก่อเหตุฆ่าผู้ตาย แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายอยู่กับจำเลยที่ร้านอาหารในคืนก่อนที่ผู้ตายจะเสียชีวิต แต่เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยว่าจำเลยใช้ไซยาไนด์ใส่ในอาหารหรือเครื่องดื่มให้ผู้ตายโดยมีมูลเหตุจูงใจประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย และเมื่อจำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง การกระทำ ของจำเลยไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ร้องทั้งสาม ไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสาม พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม แต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ด้าน น.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ หรือทนายพัช ทนายความแอม ไซยาไนด์ เผยว่า คดีนี้ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่เพียงพอ พิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองสารไซยาไนด์ในช่วงปี 2563 เป็นช่วงที่ผู้ตายเสียชีวิต อีกทั้งศาลเห็นว่าการรับจำนำรถเป็นสิทธิที่จำเลยทำได้ตามปกติ และหลังผู้ตายเสียชีวิต จำเลยได้แจ้งบุคคลใกล้ชิดผู้ตาย รวมถึงให้ญาติมาไถ่ถอนรถกลับไปจึงไม่พบพฤติการณ์ที่ชี้ชัดว่าเป็นการชิงทรัพย์ และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย แม้ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้องแต่คดีที่มีอัตราโทษประหาร ชีวิต ศาลยังให้ควบคุมตัวจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์ได้ โดยฝ่ายโจทก์ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ ส่วนแนวทางต่อสู้คดีอื่นๆ ที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณานั้น คดีที่ถูกกล่าวหาทั้งหมดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ คดีที่เกิดก่อนวันที่ 9 ส.ค.65 เป็นช่วงก่อนพบข้อมูลสั่งซื้อไซยาไนด์ และคดีที่เกิดหลังจากนั้น รายละเอียดจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในแต่ละคดีที่ศาลจะพิจารณาสำหรับคดีของแอม ไซยาไนด์ ส่งฟ้องทั้งหมด 15 คดี แบ่งเป็นคดีฆาตกรรม 14 คดี พนักงานอัยการยื่นฟ้องในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ทั้ง 14 คดี และคดี “พยายามฆ่า” อีก 1 คดี เนื่องจากผู้เสียหายรอดชีวิต ศาลอาญามีคำพิพากษาไปก่อนหน้านี้ 2 คดี คดีแรก วางยาฆ่า น.ส.ศิริพร หรือก้อย ขันวงษ์ อายุ 33 ปี ศาลอาญาพิพากษาประหารชีวิต คดีที่ 2 วางยาฆ่าสารวัตรปู-พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ อายุ 38 ปี ศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต โดยในปี 2569 ศาลอาญาได้สืบพยานในคดีของนางสรารัตน์มาเป็นลำดับ โดยนัดอ่านคำพิพากษาในคดี สำนวนที่ 4 วางไซยาไนด์ฆ่า “ผู้กองนุ้ย” ร.ต.อ.หญิง ภิณญดา วิมลมาลย์ รอง สว.ฝ่ายการเงิน สภ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น วันที่ 30 เม.ย.นี้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่