“กกต.” ตั้งโต๊ะแถลงยอมรับ แล้ว “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต สามารถสแกนย้อนกลับไปยังต้นขั้วได้จริง ยันยากต่อการตรวจสอบ เพราะมีกระบวนการแยกเก็บเอกสารรัดกุม มั่นใจการลงคะแนนเป็นความลับ จ่อประกาศรายชื่อ สส.ใหม่ภายใน 60 วัน พร้อมเร่งสอบการซื้อเสียงที่เชียงราย-สุราษฎร์ฯ “ทนายอั๋น” ยื่นร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงเลือกตั้งเป็นโมฆะ เดดไลน์ 15 วัน ก่อนยื่นตรงศาลรัฐธรรมนูญ “ชูศักดิ์” ย้ำเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน “วิโรจน์” ซัดอย่าแถนิยาม ความลับคือต้องไม่มีใครรู้ ขู่เอาผิดแพ่ง-อาญา 7 เสือ กกต. “อนุทิน” ไม่ยี่หระ ขอให้ทุกอย่างไปจบที่ศาลกลายเป็นประเด็นร้อน สร้างความกังขาให้สังคม กรณีบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ สามารถตรวจสอบย้อนหลังกลับไปยังผู้มาลงคะแนนได้ว่าเป็นใคร ทำให้ถนนทุกสายมุ่งตรงไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จี้ให้ตอบคำถามให้กระจ่างชัด พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการเลือกตั้งไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ขณะที่กระแสสังคมบางส่วน เรียกร้องให้ กกต.สั่งนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ เนื่องจากบางหน่วยเลือกตั้งส่อพิรุธโกงเลือกตั้ง ลุกลามไปถึงการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะร้องผู้ตรวจการชงเลือกตั้งโมฆะวันที่ 13 ก.พ. เวลา 11.50 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร C นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ และนายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักวิชาการอิสระ เข้าร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีการกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 มีปัญหาความชอบตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่ระบุตัวตนผู้ลงคะแนน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.มาตรา 96 ทำให้ การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ นายภัทรพงศ์กล่าวว่า ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้ว ฉะนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเป็นโมฆะเท่านั้น ถ้าภายใน 15 วัน ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ดำเนินการจะไปยื่นโดยตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าประเด็นนี้ศาลต้องรับคดี จะล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ได้เด็ก ปชน.ขยี้บัตรคิวอาร์โค้ดเวลา 13.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.เขต 8 ปทุมธานี พรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นหนังสือถึง กกต.ขอให้ชี้แจงกรณีบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง เป็นคิวอาร์โค้ดเดียวกับต้นขั้ว เมื่อสแกนบาร์โค้ดจะเจอต้นขั้วเดียวกัน ทำให้รู้ได้ว่าผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นใคร ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก คิวอาร์โค้ดในบัตรสีเขียวที่เป็นเลขเฉพาะ 5 หลัก มีตัวเลข 0-9 ตัวอักษร A-Z ทั้งหมด 36 ตัว เมื่อผสมกัน 5 หลักได้ 60 ล้านกว่าชุด เพียงพอสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52 ล้านคน ตั้งข้อสังเกตว่าบาร์โค้ดบนบัตรสีเขียวที่เป็นเลขเฉพาะนี้มีไว้ทำไม กกต.อ้างว่าเป็นการป้องกันเพื่อความปลอดภัย เป็นคำตอบที่ไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากสามารถเชื่อมไปยังต้นขั้วได้เช็กได้ใครรับเงิน–แต่ไม่กาให้นายประสิทธิ์กล่าวว่า บัตรเขียวอันตรายมาก คนที่ซื้อเสียงจะซื้อเสียง สส.เขตมากกว่า สส.บัญชีรายชื่อ เขาจะรู้ทันทีว่าจ่ายเงินซื้อแล้ว คนรับเงินกาให้เขาหรือไม่ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทันที พอตรวจสอบย้อนหลังแล้วเกิดอะไรขึ้น หัวคะแนนอาจเป็นอันตราย เอาเงินไปใช้ซื้อเสียง 50 คน แต่ไม่มีใครกาให้เลยหรือกาแค่ 5 คน หัวคะแนนอาจถูกยิงได้ และการเลือกตั้งในรอบต่อไป คนซื้อเสียงหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะรู้เลยว่าเมื่อซื้อเสียงแล้วใครกาให้เขาบ้าง รอบหน้าจะได้ยิงตรงเป้า ซื้อถูกคน ไม่ได้ซื้อหว่านแบบทุกวันนี้ ยิ่งตรวจสอบได้ว่าซื้อเสียงแล้วเลือกหรือเปล่า ยิ่งอันตราย เป็นอันตรายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเป็นอันตรายต่อประชาชนพท.จี้ กกต.แจงให้ชัดทุกปัญหาเวลา 12.35 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯพรรค พท. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.เลือกตั้งพรรค พท. และนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค แถลงข่าวหลังประชุมร่วมผู้สมัครและว่าที่ สส.พรรค พท. นายประเสริฐกล่าวว่า ช่วงเช้าได้ประชุมหารือกับผู้สมัคร สส. สรุปบทเรียนการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งที่มีข้อกังวลในหมู่พี่น้องประชาชนในวงกว้าง ทั้งจำนวนบัตรเลือกตั้งที่มีจำนวนแตกต่างกันทั่วประเทศ และประเด็นคิวอาร์โค้ดบาร์โค้ด อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ พรรคพท.ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งรัดการทำงาน และชี้แจงทุกประเด็นที่มีข้อสงสัยโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการนับคะแนน ลดเงื่อนไขในความขัดแย้งและรักษาความชอบธรรมของการเลือกตั้งให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยชี้ ลต.ไม่เป็นความลับขัด รธน.นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค พท.กล่าวถึงกรณีคิวอาร์โค้ดในบัตรลงคะแนนเลือกตั้งว่า พรรคทราบเรื่องมา 2 วันแล้ว ฝ่ายกฎหมายกำลังรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เบื้องต้นทราบว่าสมัยก่อนบัตรเลือกตั้งจะมีเพียงรหัสลับให้รู้ว่าบัตรเลือกตั้งอยู่ที่หน่วยไหน แต่การมีบาร์โค้ด หากบอกได้ว่ามาจากต้นขั้วบัตรไหนจะรู้ว่าประชาชนลงคะแนนให้ใคร หากเป็นเช่นนี้การเลือกตั้งจะไม่เป็นความลับ อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาการเลือกตั้งถูกสั่งเป็นโมฆะ 2 เรื่อง คือเลือกตั้งไม่เป็นความลับ สามารถรู้ได้ และการเลือกตั้งไม่พร้อมกัน พรรค พท.กำลังศึกษาการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งเครียด เมื่อถามว่ากฎหมายสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นโมฆะต้องร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ กกต.ไม่สามารถวินิจฉัยได้เอง“วิโรจน์” ซัด กกต.อย่ามาแถ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ปชน. เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. ขอให้เปิดเผยข้อมูลต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง นายวิโรจน์กล่าวว่า ต้องการให้ กกต.ชี้แจงการพิมพ์บาร์โค้ดไว้บนบัตรเลือกตั้ง เพราะเมื่อสแกนบาร์โค้ดแล้ว พบเลขรหัสที่ไปตรงกับรหัสต้นขั้วบัตร ทำให้ทราบได้ว่าบัตรนั้นผู้ใดเป็นผู้ใช้สิทธิและลงคะแนนให้ใคร ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เวลานี้ประชาชนตั้งข้อสงสัยและรู้สึกตกใจว่าการทำบาร์โค้ดดังกล่าว สามารถตรวจสอบกลับไปได้ว่าบัตรนี้เป็นของใคร ลงคะแนนให้ใคร อยากให้ กกต.ชี้แจง ไม่ใช่มาชี้แจงว่าบัตรถูกเก็บไว้ ยังไม่มีใครรู้ แม้แต่ กกต.ก็ไม่รู้เลยยังเป็นความลับ ถ้าคิดแบบนี้ ถ้าชี้แจงแบบนี้ถือว่ามักง่าย ไม่อยากให้ กกต.ชี้แจงเช่นนี้ เพราะทำให้ภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของ กกต.ตกต่ำ ไม่มีชิ้นดีอยากให้ยิงบาร์โค้ดพิสูจน์นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีโซเชียลระบุการเลือกตั้งปี 66 ไม่มีบาร์โค้ด บางคนบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้บัตรเลือกตั้งสีชมพูบางเขตก็ไม่มีบาร์โค้ด หลายคนอยากรู้ว่ามีหมดหรือไม่ แล้วรหัสที่ใช้ซ้ำกันทั้งจังหวัดหรือไม่ ตนคิดว่าคนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคือ กกต. ตอนนี้มีการนำบัตรเลือกตั้งของ กทม.เขต 9 ฌาปนสถานฯ มาเผยแพร่ ดังนั้นเพื่อให้การชี้แจงของ กกต.เป็นที่เข้าใจ ควรเปิดหีบของหน่วยนี้ให้ประชาชนดูว่ารหัสที่เห็นนั้นเป็นรหัสของเล่มที่ซ้ำกัน หรือมีรหัสที่รันเลขบัตรแต่ละใบ จะได้รู้ว่าบาร์โค้ดมันเป็นเฉพาะตนของบัตรเลือกตั้งหรือไม่ คิดว่า 15 นาที หรือใช้เวลาหาหีบบัตรไม่เกิน 2 ชั่วโมงก็เจอแล้ว จากนั้นก็เปิดให้สื่อมวลชนดู แล้วเอาเครื่องยิงบาร์โค้ดยิงตรวจสอบพิสูจน์นิยาม “ลับ” คือต้องไม่มีใครรู้เมื่อถามว่า การมีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ยังถือว่าการลงคะแนนของประชาชนยังเป็นความลับหรือไม่ นายวิโรจน์กล่าวว่า จะลับได้อย่างไร พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.2561 มาตรา 96 กำหนดห้ามไม่ให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง เจตนาของกฎหมายเพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าประชาชนลงคะแนนให้ใคร แล้วถ้ามีระบบโค้ดสัญลักษณ์ที่ตรวจสอบกลับไปได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร มันจะลับตรงไหน ย้ำว่าคำว่า “ไม่มีใครรู้” ต้องหมายถึงว่า กกต.ก็ต้อง ไม่รู้ด้วย แต่วันนี้กลายเป็นว่ามีโค้ดลับที่ กกต.สามารถ ตรวจสอบกลับได้ แบบนี้เรียกว่า “ไม่ลับ” ถ้าเอาบรรทัดฐานนี้มาเรียกว่า “ลับ” ประเทศอยู่ไม่ได้ การเลือกตั้งในทางลับแสดงว่าทำโค้ดได้ เป็นความเข้าใจผิดขู่เอาผิดแพ่ง–อาญา 7 กกต.นายวิโรจน์กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ขัดรัฐธรรมนูญแน่ๆ เรากำลังปรึกษาฝ่ายกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เบื้องต้นถ้าขัดกับรัฐธรรมนูญและไม่เป็นความลับ ผิดกฎหมายเลือกตั้ง อย่าแก้ตัวข้างๆคูๆ ความรับผิดทางอาญา ทางแพ่งต้องมี กกต.ทั้ง 7 คน ต้องรับผิดชอบและชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้ง เพราะเวลานักการเมืองทำผิดกฎหมายยังต้องจ่ายค่าจัดการเลือกตั้งใหม่ คราวนี้ถ้าผิด กกต.ก็ต้องจ่ายและติดคุกด้วยกกต.แจงยิบกระบวนการ ลต.เวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยากร รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีบัตรมีบาร์โค้ด อาจทำให้รู้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใดว่า ขั้นตอนใช้สิทธิต้องเขียนต้นขั้ว เอาบัตรไปกาในคูหา ไม่มีใครรู้ เรารู้คนเดียว ท่านอาจบอกว่ารู้ได้ แต่มีกฎหมายห้ามนำบัตรไปแสดงให้กับผู้อื่น ห้ามใช้อุปกรณ์บันทึกภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ทั้ง 2 ส่วนผิดกฎหมาย มีโทษอาญา เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ถ้าเราได้สิทธิคนเดียว เอาไปเปิดเผยไม่ได้ เมื่อกาเสร็จต้องไปหย่อนบัตรด้วยตัวเองตามขั้นตอน เมื่อปิดการลงคะแนนเวลา 17.00 น. กระบวนการนับ คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) หยิบบัตรมาขานโดยไม่รู้ว่าเป็นบัตรใคร เพราะต้นขั้วบัตรไปคนละที่ยันคุมเข้มบัตรทุกขั้นตอนว่าที่ ร.ต.ภาสกรกล่าวต่อว่า เมื่อนับเสร็จ บัตรจะถูกบรรจุถุงวัสดุใส แยกบัตรดี บัตรเสีย มีเคเบิลไทคล้องไว้หน้าถุง ไม่มีใครเปิดได้ หีบบัตรแต่ละประเภทเมื่อทำแบบนี้ เอาถุงใส่ในหีบบัตร ล็อกเทปกาว ใช้เคเบิลไทล็อกอีกชั้น แล้วนำหีบบัตรส่งไปยังศูนย์ลงคะแนน ยุบรวบหีบบัตร จากนั้นอนุกรรมการเอาบัตรทุกหน่วยแยกประเภท ยุบรวม ไม่เปิดสายรัดจากถุง เอาใส่หีบบัตรใบเดียวให้เต็ม ตรงนี้ไม่รู้แล้วว่ามาจากหน่วยไหน ขณะที่ต้นขั้วไปอีกทาง เก็บรักษาอีกทีหนึ่ง ส่วนบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส่งนายทะเบียนท้องถิ่นเก็บรักษาไว้ในสถานที่ปลอดภัย สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ และสำนักงาน กกต.เก็บไว้ 2 ปี จนพ้นเวลาร้องเรียน ถึงเบิกเอามาทำลายได้มั่นใจลงคะแนนเป็นความลับ“บัตรพวกนี้ใครทำอะไรไม่ได้ กกต.เปิดดูเองก็ไม่ได้ เราอยากรู้ว่ามีบัตรของใครก็ทำไม่ได้ กกต.ไม่มีอำนาจ ทำได้อย่างเดียว คือเปิดเพื่อนับคะแนนใหม่ ดังนั้น การลงคะแนนลับแน่นอน ส่วนที่ถามว่าทำไมมีบาร์โค้ด รีเช็กได้ไหม บอกได้เลยว่า ถึงสแกนออกมา ก็ต้องมีต้นขั้วบัตร ท่านไม่รู้ว่าเก็บไว้ไหน เอาไปรวมหมดแล้ว บัญชีรายชื่อก็ไปสำนักทะเบียนที่มีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ทุกขั้นตอนเป็นไปโดยตรงและลับ” รองเลขาฯ กกต.กล่าวรับบาร์โค้ดสแกนถึงต้นขั้วได้นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผอ.สนับสนุนการเลือกตั้ง กล่าวว่า ที่ต้องมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด เป็นไปตามกฎหมายเพื่อป้องกันการปลอมแปลง เป็นส่วนหนึ่งในหลายมาตรการป้องกันการปลอมแปลง ยังมีอีกหลายเรื่องที่เป็นความลับเพื่อใช้ควบคุมบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งต่างๆให้มีประสิทธิภาพ การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม เวลาใช้ในหน่วยเลือกตั้ง ก็ไม่มีปัญหาบัตรเขย่ง ยอมรับว่าบาร์โค้ดสแกนไปก็เจอต้นขั้ว มันไม่ได้ออกแบบมาให้ตรวจสอบแบบที่เป็นข่าว เป็นการออกแบบให้เกิดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์เท่านั้น และการใช้บัตรจะเป็นการลงคะแนนตรงและลับหรือไม่ แต่ละขั้นตอนไม่มีโอกาสที่คนอื่นจะรู้ว่าผู้ลงคะแนนลงคะแนนให้ใคร แม้จะมีภาพถ่ายบัตรเลือกตั้ง มีบาร์โค้ดเปิดเผยเลข ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าใครลงคะแนน การเก็บต้นขั้ว หีบบัตรต่างๆ มีกระบวนการรัดกุม แยกเก็บเป็นสัดส่วน ปลอดภัยเต็มที่ บัตรที่ลงคะแนนวันที่ 8 ก.พ.ไม่สามารถทราบได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร และพรรคการเมืองใดย้ำขั้นตอนรัดกุม–โปร่งใสชัวร์“ท่านไม่ต้องคิดไกลจากคนอื่น คิดแค่ตัวเอง กระบวนการที่ไหลมา ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าท่านลงคะแนนให้ใคร เลขาฯ กกต.ไปขอเปิดก็ไม่ได้ ไม่มีอำนาจ กระบวนการเหล่านี้ เป็นตัวยืนยันได้ว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ ส่วนข้อสงสัยที่ว่าทำไมบัตรประชามติไม่มีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด กรณีนี้การพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติ ต้องใช้ 3 โรงพิมพ์ พิมพ์บัตร มาตรการป้องกันแต่ละโรงพิมพ์ได้ตั้งไว้แตกต่างกัน โรงพิมพ์แต่ละแห่งมีเทคโนโลยีแตกต่างกัน บัตรออกเสียงประชามติก็แทรกกิ้ง (ติดตาม) ได้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้” นายวรพงศ์กล่าวชี้เหตุเขต 1 ชลบุรีไม่นับใหม่นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาฯ กกต.กล่าวถึงกรณี กกต. มีมติ เขต 1 ชลบุรี ไม่ได้ให้นับคะแนนใหม่ว่า เมื่อมีข้อโต้แย้งมา ได้ทำความเข้าใจว่าตามหลัก การยื่นคำร้อง ให้ยื่นตั้งแต่ประกาศผลการเลือกตั้ง การร้องนับคะแนนใหม่ ต้องยื่นคำร้องระหว่างนับคะแนนยังไม่แล้วเสร็จ หรือยื่นคำร้องตอนรวมคะแนน ต้องทำก่อนแล้วเสร็จ แต่เขต 1 ชลบุรี ยื่นหลังจากนับคะแนนเสร็จแล้ว กรณีนี้ กกต.เห็นว่าคนสนใจเลยให้ตรวจสอบให้จริงก่อน ตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ พยานผู้ร้อง 10 คน มาแค่ 6 คน น้องที่เป็นแกนนำบอกเป็นลมอยู่ที่ชุมนุม เราเลยไม่บังคับมาให้ถ้อยคำ บันทึกแค่คนที่มา การตรวจสอบข้อเท็จจริงครบถ้วนในส่วนการนับคะแนน แต่การยุบรวมหีบเป็นอีกกรณีหนึ่ง ได้เชิญผู้สมัคร สส.ปชน.มาพูดคุย เขาบอกว่าหน่วยต่างๆที่ส่งผู้สังเกตการณ์ไปดู 40-50 หน่วย เหตุการณ์ปกติ ผอ.หน่วยก็บอกปกติ ไฟล์วงจรปิด 9 ก.พ.ยังล่องหน“กกต.ยังให้ตรวจสอบนอกเหนือการนับคะแนน การยุบรวมหีบบัตรที่โต้แย้งว่า กกต.กล่าวหาว่า ผู้ชุมนุมสร้างใบขีดคะแนนขึ้นมาเอง ยืนยันเราไม่ได้พูด เรายอมรับว่าของจริง เพราะแบบเขตใช้เขียน แบบบัญชีรายชื่อใช้พิมพ์ เป็นของจริง ไม่ได้โต้แย้ง ส่วนวงจรปิดที่หาย ชุดสอบสวนก็อยากได้ เมื่อวานคุยกับนายอำเภอว่า หลังจาก กกต.มีมติไม่นับคะแนนใหม่ ได้ดำเนินการอย่างไร นายอำเภอบอกมวลชนยอมให้ขนหีบบัตร แต่ขอไฟล์บันทึกวงจรปิด กกต.ก็ขอด้วย เพราะอยากรู้ว่าวันที่ 9 ก.พ.เกิดอะไรขึ้น แต่จากเอกสารบอกไม่มี ต้องไปตรวจสอบ ยืนยันกระบวนการนับคะแนนจบแล้ว แต่นี่คืออีกกระบวนการหนึ่ง” นายครรชิตกล่าวไม่ได้ทิ้ง “สส.5/11” ลงถังขยะว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาฯ กกต. แถลงเพิ่มเติมว่า ส่วนที่ประกาศช้า เพราะ กกต.แต่ละเขตต้องตรวจสอบรายงานผลการนับคะแนน สส.5/18 และ สส.5/18 บช. ของแต่ละหน่วยเลือกตั้งว่าถูกต้องหรือไม่ ต้องตรวจสอบจำนวนบัตรลงคะแนนกับจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิตรงกันหรือไม่ การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรมหรือไม่ การนับคะแนนเป็นด้วยความถูกต้องหรือไม่ เพราะจะมีผลต่อการที่ กกต.จะสั่งให้ลงคะแนนใหม่ หรือสั่งให้นับคะแนนใหม่รายหน่วยเลือกตั้ง กรณีใบขีดคะแนน สส.5/11 และบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิในเขตเลือกตั้งที่ 1 ชลบุรี ออกมาอยู่นอกถุงที่รัดเคเบิลไท ขอชี้แจงว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ กกต.เขตเลือกตั้งต้องนำไปส่งให้สำนักทะเบียน เพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ไม่มาใช้สิทธิ ส่วนใบขีดคะแนน สส.5/11 เป็นเอกสารที่อยู่ระหว่างการยุบรวมหีบบัตรของ กกต.เขต ยังอยู่ในขั้นตอนคัดแยก ไม่ใช่เอกสารที่ถูกทิ้งถังขยะตามกล่าวอ้างให้ยึดผล “สส.5/18—5/18 บช.”ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ กกต.จะเปิดเผยใบขีดคะแนน สส.แบบแบ่งเขต สส.5/11 และใบขีดคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อ ของทุกหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ เพื่อนำมาตรวจสอบว่ารวมคะแนน ถูกต้องตรงกับใบรายงานผลคะแนน สส.5/18 หรือไม่ รองเลขาฯ กกต.กล่าวว่า ใบขีดคะแนนเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการแก้ไขข้อมูล ต้องเก็บไว้ในหีบบัตรเลือกตั้ง สิ่งที่ใช้ตรวจสอบคือใบรายงานผลนับคะแนน สส.5/18 และ สส.5/18 บช. ที่ติดประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง ถ้าคณะกรรมการ ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) หรือใครทำไม่ถูกต้อง จะขัดแย้งกับข้อเท็จจริงทันที ดังนั้น ขอให้ยึดการรายงานผลจากใบนับคะแนน สส.5/18 และ สส.5/18 บช.เท่านั้นจ่อประกาศรายชื่อ สส.ใหม่ว่าที่ ร.ต.ภาสกรยังกล่าวถึงการรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ว่า เป็นไปตาม พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 127 กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า เมื่อ กกต.ตรวจสอบแล้วมีเหตุอันควรว่าการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด สามารถรับรองประกาศรายชื่อ สส.ใหม่ได้ 483 คน ภายใน 60 วัน นับจากวันเลือกตั้ง ตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบว่าเขตเลือกตั้งใดมีเรื่องร้องเรียน คัดค้าน การเลือกตั้งหรือไม่ ก่อนประกาศผลเลือกตั้ง เพราะบางกรณีอาจต้องสั่งเลือกตั้งใหม่ จะมีผลกระทบต่อการคำนวณจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ การจัดเลือกตั้งใหม่ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 3 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.น่าน, หน่วยเลือกตั้งที่ 4 เขตเลือกตั้งที่ 6 จ.อุดรธานี และหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 กทม. ในวันที่ 22 ก.พ.69 นั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในหน่วยดังกล่าวเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ไปแล้ว หากไม่ไปใช้สิทธิในวันที่ 22 ก.พ.69 ไม่ถือว่าเสียสิทธิเร่งสอบซื้อเสียง 2 จังหวัดด้านนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาฯ กกต. กล่าวถึงการสรุปผลสอบสวนข้อร้องเรียนและเหตุซื้อเสียงในการเลือกตั้ง 2569 ที่มีอยู่ 113 เรื่องว่า การสืบสวนและไต่สวนการทุจริตเลือกตั้งที่ กกต.จังหวัด หรือ กกต.ส่วนกลาง มีเวลา 90 วัน สอดคล้องกับการประกาศผลการเลือกตั้ง เพราะเมื่อด้านบริหารการเลือกตั้งจะประกาศผลการเลือกตั้ง จะต้องมาสอบถามด้านสืบสวนว่ามีเรื่องร้องเรียนหรือไม่ ผู้สมัคร สส.รายใดไม่มีเรื่องร้องก็ประกาศได้ทันที ส่วนผู้สมัครที่มีเรื่องร้องเรียนจะรอไว้ก่อนจนกว่าจะถึงกำหนด 60 วัน ถ้าสำนวนยังไม่แล้วเสร็จ จะประกาศไปก่อน หากสำนวนเสร็จก่อนจะพิจารณาตามสำนวนคำร้อง ขณะนี้สำนักงาน กกต.กำลังเร่งสอบสวนขยายผลการซื้อเสียงที่ จ.เชียงราย และ จ.สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะที่ จ.เชียงราย รายงานว่าเกี่ยวโยงกับขบวนการซื้อเสียงการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนหน้านี้“เท้ง” เหน็บคำแถลง=ยอมรับเวลา 15.57 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภายหลังสำนักงาน กกต.แถลงกรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อว่า คำแถลง กกต.วันนี้บอกว่า กปน.สามารถถ่ายต้นขั้วเก็บไว้ แล้วหัวคะแนนตรวจได้ 100% ว่าใครกา/ไม่กา แบบไม่มีเขย่ง“หญิงหน่อย” จ่อฟ้อง 7 กกต.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวว่า ตนเตรียมดำเนินคดีกับ กกต. หลัง กกต.แถลงยอมรับว่าทั้งระบบ บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นขั้วเพื่อระบุตัวตนได้ว่าผู้ลงคะแนนคนใดเลือกพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรายใด ข้ออ้างของ กกต.ที่ระบุว่าได้แยกบัตรกับต้นขั้วออกจากกันและเก็บรักษาเป็นความลับฟังไม่ขึ้น ทำให้การเลือกตั้งเต็มไปด้วยข้อพิรุธและการทุจริต การดำเนินคดีจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะยื่นฟ้อง 7 กกต.ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มาตรา 157 ส่วนที่สองจะยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ให้มีคำสั่งจัดเลือกตั้งใหม่ที่โปร่งใสและเป็นธรรม ขอเชิญชวนประชาชนและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมกันส่งข้อมูลความผิดปกติของการเลือกตั้งในครั้งนี้มาที่เพจคุณหญิงสุดารัตน์ หรือเพจพรรคไทยสร้างไทย เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดี“อนุทิน” ให้ทุกอย่างจบที่ศาลด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาแถลงเรื่องบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ดและต้นขั้วสามารถระบุตัวตนการลงคะแนน เสียงได้ ทำให้การเลือกตั้งอาจเสี่ยงเป็นโมฆะว่า อยู่ที่ กกต. เพราะรัฐบาลไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง สุดท้ายต้องไปจบที่ศาล เมื่อถามว่า แต่มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ดีที่สุดคือมีระบบยุติธรรม รัฐบาลให้ความร่วมมือเต็มที่เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่