“ไม้ตะพด” เป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรี อำนาจ และการป้องกันตัวของชายไทยในอดีต นอกจากนี้ในทางความเชื่อ ยังผูกโยงกับอาคมขลังและเป็นเครื่องรางเสริมสิริมงคลตอกย้ำ...ความเชื่อหลัก 4 ด้านของไม้ตะพด ด้านการป้องกันภัยและมหาอำนาจ... ว่ากันตามธรรมเนียมไทย ชายชาตรีจะพกไม้ตะพดเมื่อเดินทาง เพื่อใช้กระทุ้งพงหญ้าไล่สัตว์ร้ายหรือโจรผู้ร้าย ในทางไสยศาสตร์เชื่อว่าเป็นอาวุธที่ขับไล่ภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลได้ ด้านศักดิ์ศรีและมารยาททางสังคม...ในอดีตหากชายไทยไปเยือนต่างถิ่นโดยไม่มีไม้ตะพดติดตัว จะถือว่าเป็นการมามือเปล่าเหมือนมา “ลองดี” กับเจ้าถิ่น การพกไม้ตะพดจึงเป็นการแสดงถึงความสุภาพและการให้เกียรติสถานที่ ด้านเครื่องรางของขลัง...ไม้ตะพดที่ลงอักขระเลขยันต์หรือทำจากไม้มงคล เช่น ไม้พญางิ้วดำ ไม้คูณ ไม้ชัยพฤกษ์ เชื่อว่ามีอานุภาพทางคงกระพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัย และเมตตามหานิยมสุดท้ายด้านสัญลักษณ์แห่งศรัทธา...เป็นวัตถุมงคลและของที่ระลึกที่สำคัญ เช่น การไปสักการะรอยพระพุทธบาท จ.สระบุรี ที่มีคติความเชื่อว่า หากไม่ได้ไม้ตะพดกลับมาถือว่าไปไม่ถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ถ้า “มีดหมอ” คือมหาเวทปราบไพรีที่ซ่อนอยู่ในย่ามพระภิกษุและหมอไสยศาสตร์... “ไม้ตะพด” ก็คือเครื่องรางมหาอำนาจและศัสตราวุธคู่กายของชายชาตรีไทยในอดีตที่สมศักดิ์ศรีที่สุดพลิกหน้าประวัติศาสตร์ไทย...ไม้ตะพดไม่ใช่แค่ “ไม้เท้า” ของคนแก่เดินไม่ไหว แต่ในทางสังคมวิทยาและไสยเวทโบราณ นี่คืออาวุธซ่อนคมและเครื่องรางบอกยศถาบรรดาศักดิ์ของบุรุษผู้เป็นผู้นำคำว่า “ตะพด” มีข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “ตะพดควาย” หรือไม้ที่ชายโบราณใช้ตีวัวตีควายยามออกท้องนา แต่ด้วยวิถีชีวิตคนไทยสมัยก่อนที่ต้องเดินทางผ่านป่าดงพงไพร แฝงไปด้วยเสือร้าย โจรผู้ร้าย และนักเลงต่างถิ่น การพกดาบพกมีดโจ่งแจ้งอาจดูละเมิดกฎบ้านเมือง... ไม้ตะพดจึงถูกพัฒนาให้กลายเป็น “ศัสตราวุธทางเลือก” ที่สุภาพภายนอกแต่เฉียบขาดภายใน ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชายไทยสยามทุกคน โดยเฉพาะเหล่านักเลงโบราณ ศิษย์สำนักมวยและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จะต้องมีไม้ตะพดคู่ใจประจำกาย เวลาเดินไปไหนมาไหนจะถือติดมือไปดั่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ชนิดที่ว่า... “เสือต้องมีกรง ชายชาตรีต้องมีตะพด”ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีอยู่ว่า...กรรมวิธีการสร้างไม้ตะพดให้ขึ้นเหลี่ยมเป็น “เครื่องราง” นั้น พิสดารไม่แพ้การตีมีดหมอ สำนักตักศิลาโบราณมักเสาะหาวัสดุอาถรรพณ์ที่เชื่อว่ามีเทวดาอารักษ์หรือมีพลังงานในตัวเอง...ตัวไม้ (ลำตะพด) นิยมใช้ “ไม้ไผ่โบราณ” โดยเฉพาะ “ไม้ไผ่ตาตัน” “ไม้ไผ่ตาตรง” “ไม้ไผ่ฟ้าผ่า”นอกจากนี้ยังมีไม้มงคลเนื้อแข็งอย่าง ไม้พยุง ไม้ชิงชัน ไม้พญางิ้วดำ และไม้ดงดำ นำมาเหลากลมมน ดัดด้วยความร้อนจนตรงเป๊ะ รอยคดรอยงอต้องไม่มีหัวตะพด (จุดศูนย์รวมพลังงาน)...คือส่วนหัวที่ใช้มือจับ นิยมหลอมขึ้นจากโลหะมงคล เช่น สัตตโลหะ นวโลหะ หรือแกะสลักจากงาช้างกำจัด ภายในหัวตะพดมักจะมีการ “บรรจุผงพุทธคุณ ตะกรุด หรือกริ่ง มหาอำนาจ” เอาไว้ เมื่อเวลาขยับหรือทุบลงพื้นจะเกิดเสียงสะเทือน ข่มขวัญศัตรูและสิ่งอัปมงคลให้กระเจิง หนึ่งในเรื่องเล่าจากกูรูมวยโบราณ...ไม้ตะพดแท้ๆ ต้องมีน้ำหนักและการทิ้งถ่วงที่สมดุล โบราณนานมามีวิชา “ควงตะพด” และ “สู้ด้วยตะพด” ซึ่งสามารถบล็อกคมดาบ และฟาดหักกระดูกคู่ต่อสู้ได้ในพริบตา...ถือเป็นอาวุธที่อันตรายมากหากตกอยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญเหนือฟ้ายังมีฟ้า ใต้บาดาลยังมีกฎเกณฑ์แห่งกรรม...มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาในหมู่พราหมณาจารย์ว่า พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีต เช่น สายวัดประดู่ทรงธรรม หรือสายล้านนา มักจะสร้างไม้ตะพดขึ้นมาเป็น “ไม้ครู” เพื่อประจุพุทธาคมยันต์มหาปราบมีเรื่องเล่าลี้ลับด้วยว่า...หากบ้านใดมีกระแสลมเพลมพัด ถูกคุณไสย หรือตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่งที่เป็นทางผ่านของสัมภเวสีเพียงแค่นำไม้ตะพดมหาเวทที่ผ่านการปลุกเสกไปปักหรือตั้งไว้ที่หน้าประตูบ้าน พลังงานชั่วร้ายจะไม่สามารถก้าวข้ามผ่านเข้ามาได้เลยหรือ...ยามที่คนโบราณต้องเดินทางเข้าป่าลึก แล้วต้องนอนพักค้างอ้างแรมในจุดที่ “เจ้าที่แรง” พวกเขาจะใช้ไม้ตะพดขีดเป็นวงกลมรอบขอบเขตที่นอน เพื่อเป็นแนวเขตสยบอาถรรพณ์ภูตผีปีศาจไม่ให้กล้ำกราย โบราณาจารย์สั่งสำทับเป็นคติเตือนใจไว้อีกว่า...“ไม้ตะพดมีไว้ค้ำชูชีวิตและปราบคนพาล ห้ามนำไปตีสุนัข ห้ามนำไปเคาะเล่นอย่างไร้สติ และห้ามนำไปใช้รังแกผู้ไม่มีทางสู้” มิฉะนั้น พลังมหาอำนาจที่คุ้มครองอยู่จะเสื่อมถอยลงทันที และจะกลายเป็นเพียงท่อนไม้ธรรมดาที่ไร้ค่า วันเวลาล่วงเลยผ่านมาถึงปัจจุบันนี้ บทบาทศรัทธาความเชื่อของไม้ตะพดอาจถูกตีความใหม่ในเชิงสัญลักษณ์ของการ “ค้ำดวงชะตา” และ “ความมั่นคง” โดยเชื่อเคล็ดทางฮวงจุ้ยและไสยเวทว่า เป็นการ “ค้ำจุนตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่ให้ล้ม ไม่ให้ทรุด” และใช้ขจัดอุปสรรคขวากหนามในชีวิต ไม้ตะพดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความงมงายในอดีต แต่ยังเป็นเครื่องเตือนสติว่า...ในวันที่หนทางข้างหน้าอาจจะขรุขระและเต็มไปด้วยหลุมพรางทางเศรษฐกิจ มนุษย์เราจำเป็นต้องมี “ไม้ค้ำยันทางใจ” เพื่อให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง...แต่จำไว้เถิดว่าไม้ตะพดที่แข็งแกร่งที่สุด ย่อมสู้ “จิตใจที่ตั้งมั่นในความดีและสติปัญญา” ที่จะคอยเป็นไม้ค้ำชูชีวิตให้พ้นจากกองเพลิงแห่งปัญหาในโลกความจริงไปไม่ได้เลย“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.รัก-ยมคลิกอ่านคอลัมน์ “เหนือฟ้าใต้บาดาล” เพิ่มเติม