เฮือกสุดท้าย...เป็นอีกวันที่มีความสำคัญต่อรูปคดี “คลิปฉาว” เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดพยาน 2 ปากสุดท้าย คือ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกร้อง“ฉัตรชัย บางชวด” เลขาธิการ สมช. ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคงของประเทศปรากฏว่าทั้ง 2 คนได้เดินทางไปให้ศาลไต่สวนตามกระบวนการดำเนินการของศาล“ฉัตรชัย” ได้ขึ้นไต่สวนเป็นคนแรก โดยให้นายกรัฐมนตรีออกนอกห้องพิจารณาคดี เพื่อไม่ให้รับฟังเนื่องจากมีผลต่อรูปคดีจากนั้น “แพทองธาร” ก็ขึ้นไต่สวนที่ต้องจัดแบ่งแบบนี้ก็เพราะเลขาธิการ สมช.นั้นเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน สมช.จึงต้องสับหลีกกันเป็นอันว่าคดีนี้ดำเนินการมาใกล้จะจบสิ้นกระบวนการแล้วเหลือเพียงแค่การแถลงปิดคดีโดยผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ในวันที่ 27 ส.ค.2568 ก่อนจะนัดตัดสินในวันที่ 29 ส.ค.2568ถามว่าที่ศาลนัดไต่สวนพยาน 2 ปากนี้มีความสำคัญแค่ไหนคงตอบได้ว่ามีแน่ สำหรับผู้ถูกร้องนั้นมีส่วนได้เสียโดยตรงการถูกไต่สวนจึงมีผลต่อการตัดสินอย่างแน่นอน!คือด้านบวกหากสามารถอธิบายและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ด้านลบก็คือให้การไม่ตรงกับคำชี้แจงก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการแถลงด้วยตัวอักษรหากข้อมูลสับสนไปกันคนละทิศละทางย่อมไม่เป็นผลดีแน่เว้นแต่จะให้ข้อมูลเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือก็จะเป็นผลดีอีกทั้งศาลต้องการฟังความเห็นของเลขาธิการสภาความมั่นคง เพื่อต้องการได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตัวจะให้ข้อมูลแบบไหนแบบช่วยเหลือเจ้านายหรือประเทศชาตินี่ก็เป็นคำถามเหมือนกัน!แต่ประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และมองกันต่างมุมก็คือประเด็นจริยธรรมที่ถูกกล่าวหา เพราะมีการตีความต่างกันคนละมุมด้านหนึ่งบอกว่านายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นประมุขแห่งรัฐ ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบสูงจึงต้องปฏิบัติภารกิจตลอดเวลาไม่มีมุมอื่นให้เลือก!ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติ การพูด การเจรจา การทำข้อตกลงใดทุกอย่างล้วนต้องทำในฐานะนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้นไม่มีคำว่าญาติ ไม่มีคำว่าสนิทชิดเชื้อ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว เพราะมิอาจพ้นไปจากหน้าที่และความรับผิดชอบถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีไปเจรจากับ “ฮุน เซน” โดยอ้างว่าใช้ความสนิทสนมส่วนตัวไม่เป็นทางการ เพื่อให้ทุกอย่างเกิดความสงบ ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างเช่นที่บอกว่า ถ้าลุงต้องการอะไรขอให้บอก จะจัดการให้ทุกอย่างพูดแบบนี้ไม่ได้เพราะต้องมีความรับผิดชอบด้วย หาก “ฮุน เซน” ขอเกาะกูดจะทำอย่างไรอีกทั้งการไปบอกว่าแม่ทัพภาคที่ 2 นั้น คนละพวกกับเราก็เช่นกัน เพราะทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ที่ถูกกล่าวถึง แม้จะมาขอโทษทีหลังก็ตามแต่อีกฝ่ายบอกว่าที่นายกรัฐมนตรีไปพูดนั้น อ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวกับทางการ และ “ฮุน เซน” ก็ไม่ใช่ประมุขแห่งรัฐแต่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไรแล้วก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะมีดุลพินิจอย่างไร ตีความในมุมไหน?"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม