มาถึงวันนี้ แม้รัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แม้ไม่มีเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างกำลังทหารของทั้งสองประเทศ ที่ตรึงกำลังกันอยู่ แต่สถานการณ์ก็ยังมีความตึงเครียดเนื่องจากทหารไทยที่ออกลาดตะเวน ได้ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่ทหารกัมพูชาลอบวางไว้ในพื้นที่ตามแนวชายแดนของไทยทำให้สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ยังละสายตาไม่ได้ในสถานการณ์ที่กองทัพไทยต้องเผชิญกับอริราชศัตรูที่ชื่อ “ฮุน เซน” ผู้ไม่สะทกสะท้านกับสถานะ “อาชญากรสงคราม”ตำนานผู้นำกองโจรเขมรแดง ที่เคยสร้างวีรกรรมกระฉ่อนโลก ครบเครื่องทั้งเลว เจ้าเล่ห์ โหด บ้า หน้าด้านหน้าทนไม่สนกติกาสากล อาการหมาบ้าพร้อม “ลอบกัด” ได้ตลอดเวลาปรากฏการณ์แบบที่ข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไขกลายเป็นเงื่อนมัดคอทหารไทยฝ่ายเดียว ต้องสูญเสียรายวัน กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดเขมร ขาขาด บาดเจ็บสาหัส ทั้งๆ ที่ลาดตระเวนอยู่ในพรมแดนประเทศไทยทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ากัดฟันคำรามขู่ พร้อมปกป้องตัวเองหากจำเป็นคนไทยทั้งชาติแค้นสุมอก กลืนเลือด ดูแก๊งก๊วนผู้นำเขมรยังลอยหน้าลอยตาบอกปัดพฤติการณ์หมาลอบกัด แถมยังปล่อยเฟกนิวส์ โกหกโลกแบบไม่พักหักมุมกับกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่เคลื่อนไหวเชื่องช้าทั้งๆที่ภาพข่าวประจานไปทั่วโลก ฉากที่นานาชาติเห็นกันตำตา คลิปวิดีโอชัดๆที่ลูกกระสุนปืนใหญ่กัมพูชา ตกใส่บ้านพลเรือน ปั๊มน้ำมัน ไม่เว้นโรงพยาบาล สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงเด็ก ผู้หญิง คนแก่หลักฐานเชิงประจักษ์ มัดคอพ่อลูกเผด็จการเขมรแต่ก็เพิ่งเห็น “ทูตปู” นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ นวยนาดลงพื้นที่เก็บหลักฐาน ก่อนจัดคิวเรียกทูตนานาชาติมารับฟังสถานการณ์และนั่นก็ไล่หลังพ่อลูกตระกูลฮุน ในคราบ “อาชญากร สงคราม” ชิงพลิกเหลี่ยมเป็นหัวขบวนนำแห่ “คาวบอย” โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คั่วรางวัล “โนเบล สาขาสันติภาพ”“ภาพตัด” เป็นฝ่ายไทยที่ถูกพี่เบิ้มเบรก รังแกเขมรที่อ่อนแอกว่าจะโทษฝรั่งโง่เชื่อกัมพูชาก็ไม่ได้ เพราะทีมต่างประเทศของไทยมือไม่ถึงเองกองทัพไทยชนะศึกแลกเลือด ลุยยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์คืนมาได้เกือบหมดทั้ง 11 จุด แต่รัฐบาลไทยส่อทำแพ้สงครามชิงความชอบธรรมในเวทีโลกประชาชนคนไทยเลยยังไม่โล่งอก นอนข่มตาหลับ กันไม่ได้แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ณ วันที่เกมรบชิงพรมแดนไทย–กัมพูชา ยังก้ำกึ่งในสายตานานาชาติที่แยกเฟกนิวส์เขมรไม่ออกยังไม่ชัวร์จะเทน้ำหนักไปทางไหน แต่ที่กองทัพไทยชนะขาดไปแล้วก็คือในใจของประชาชนคนไทยเทกระแสศรัทธาให้ทหารแบบหมดจิตหมดใจกับความเสียสละชีวิต ลุยแลกเลือดรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนไทย ยืนยันด้วย “นิด้าโพล” เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ มอบความไว้วางใจ พอใจกองทัพ ในการควบคุมวิกฤติสู้รบ รักษาอธิปไตยชายแดนไทย–กัมพูชาเชื่อมั่นทหารในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติปรากฏการณ์ฟีเวอร์แบบที่ล่าสุด “บิ๊กกุ้ง” พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับเชิญให้มาบรรยายสถานการณ์ให้เด็กนักเรียน โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ กรุงเทพฯ ได้รับฟังตามภาพข่าวลูกๆหลานๆเยาวชนรุมล้อม “ลุงแม่ทัพ” ชื่นชมวีรบุรุษจากใจกองทัพกลับมายืนหนึ่งในสถานการณ์วิกฤติอธิปไตย สวนทางกันเลยกับสภาพของฝ่ายบริหารการเมือง “นิด้าโพล” สะท้อนประชาชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 54.58 เกินครึ่ง ไม่วางใจรัฐบาลเลยในการรักษาผลประโยชน์ประเทศโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศที่คะแนนสอบตกต่ำกว่าครึ่ง“ร่วง–รุ่งริ่ง” นี่คือสภาพแท้จริงของรัฐบาลผสมนำโดยพรรคเพื่อไทยที่คะแนนนิยมไหลดำดิ่งอย่างหนัก จากศึกปะทุชายแดนไทย–เขมรสลัดภาพนัวเนีย “ฮุน เซน” กับ “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่หลุดจุดที่ “พ่อลูกตระกูลชิน” เคลียร์ไม่ขาดกับ “พ่อลูกตระกูลฮุน” ตามสายสัมพันธ์วิบากลึกลับซับซ้อน มาถึงคิวได้ลุ้นชะตากรรม ตามหมายศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติปม “คลิปร้อนอ้อน อังเคิล” ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. นัดฟังคำวินิจฉัยเวลา 15.00 น.เป็นต้นไปแต่ก่อนหน้านั้น ศาลกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ “อิ๊งค์” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ในฐานะผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568จากที่ยื่นพยานไป 5 คน ตัดเหลือแค่คนเดียว แถมศาลเจาะจงให้ “อิ๊งค์” เข้าแก้ต่างเองนั่นหมายถึงศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ต้องการข้อมูลสลับซับซ้อนอะไรมากมาย เป็นเรื่องของพฤติการณ์ผู้นำแทบจะเพียวๆโดยจังหวะปะเหมาะ 21 สิงหาคม ฤกษ์วันคล้ายวันเกิดพอดิบพอดี เป็นช็อตวัดดวงวัดใจ ทุกสายตาจับจ้อง “นายกฯแพทองธาร” จะเข้าไปยืนต่อหน้าบัลลังก์ศาลเองหรือไม่ในอารมณ์ที่เจ้าตัว “ปิดวาจา” ไม่หือไม่อือกับสื่อมานานนับเดือนท่ามกลางความพยายามแกะรอยสัญญาณ เช็กคลื่นความถี่จากทุกสาย นักกฎหมายชั้นอ๋อง เหมือนจะให้น้ำหนักไปในทางลบมากกว่าบวกล้อไปกับกระแสที่ออกมาหนาหูจากฝ่ายต่อต้าน “นายใหญ่” ที่รัวกลองขู่รายวัน ซึ่งนั่นก็ตรงกันกับปฏิบัติการ “โยนหินถามทาง” ออกมาจากคฤหาสน์จันทร์ส่องหล้า“อิ๊งค์” อาจจะตัดสินใจไขก๊อก ชิงลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญลงดาบเพื่อสับคัตเอาต์ หนีโทษประหารทางการเมือง ก่อนโดนศาลรัฐธรรมนูญฟาดปม “จริยธรรม” ถึงขั้นหมดอนาคต เสี่ยงโดนแบนยาวตลอดชีวิตแต่ในมุมของพวกที่เชื่อในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ “ทักษิณ” ก็ยังมั่นใจในความขลังถึงขั้นท้าวางเดิมพันในหมู่ สส.เพื่อไทย ว่ากันถึงหลักร้อยล้าน ทุ่มแทงหวย “5/4” วางเต็งลูกสาว “นายใหญ่” รอดดาบศาลรัฐธรรมนูญ หักปากกาเซียนนำมาซึ่งคำถามต่อมา “อิ๊งค์” รอดแล้วจะลากตำแหน่งผู้นำถูลู่ถูกังไปยังไงในขณะที่ “นายกฯคนพ่อ” ก็ตกที่ลำบากไม่แพ้กัน ทั้งคดีวีไอพี ชั้น 14 ที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งพร้อมกันทั้งจำเลยและผู้อำนวยการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไหนจะคดีอาญามาตรา 112 จากการให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลี “2 พ่อลูกตระกูลชิน” ไม่มีใครช่วยใครได้แม้แต่พ่อบ้านใหญ่จันทร์ส่องหล้าอย่าง “เสี่ยอ้วน” นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนตำแหน่งนายกฯก็ติดเงี่ยงอันตราย ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ชี้แจงภายใน 15 วัน ก่อนฟันธงคดีแทรกแซงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไล่บี้ปมโพยฮั้ว สว.ทีม “นายใหญ่” โดนปักชนัก ถูกล้อมอยู่ในแนวรบนิติสงครามในสภาพศรัทธาดิ่งหนัก ความเชื่อมั่นรัฐบาลติดลบ โพลประชาชนไม่ไว้วางใจผู้นำรัฐบาลเพื่อไทยในการรักษาผลประโยชน์ชาติ ในวิกฤติอธิปไตยชายแดนไทย–กัมพูชา“พ่อลูกตระกูลชิน” ไปไหนก็โดนถามทำไมปล่อย “พ่อลูกตระกูลฮุน” ทำร้ายคนไทยกระแสภายนอกต่อต้าน ขณะที่สถานการณ์ในสภาฯ พรรคเพื่อไทยก็ไม่สามารถกุมสภาพเสียงข้างมากไว้ได้ สภาล่มซ้ำซาก ผวาเกมนับองค์ประชุมทุกนัด สถานการณ์บังคับแบบที่สังคมเชื่อโดยไม่สงสัยตามข้อมูลที่พรรคประชาชนแฉโดน “นายหน้า” รัฐบาลทุ่มเงิน 10 กิโลฯ ซื้อเสียงโหวตหนุนกฎหมายสำคัญหันไปทางไหนก็เจอทางตัน มีแต่เจ็บหนัก กับเจ็บโคตรหนัก“ทักษิณ” ต้องประคองตัวไปสู้ในสนามเลือกตั้งยังไงให้เสียหายน้อยที่สุด29 สิงหาคม จึงเป็นจุดพลิกผันของทีมเพื่อไทยอย่างแท้จริงและนั่นก็หนีไม่พ้นเชื่อมโยงถึงสถานการณ์แนวรบชายแดนไทย–กัมพูชา สถานการณ์เดิมพันอธิปไตยชาติไทยที่ไม่อาจแขวนไว้กับการเมืองง่อนแง่น ฝ่ายบริหารที่สภาพลูกผีลูกคนคนไทยและกองทัพชักหมดความอดทนกับยุทธการ “แต้มอ่อน” กับ “ฮุน เซน”อย่างที่เห็นเสียงเชียร์กองทัพในการทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ดังกระหึ่มเมืองขณะที่กระแสความหวาดระแวงรัฐบาล ในเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนขุมทรัพย์พลังงาน อ่าวไทย–กัมพูชา กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทำให้เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้มีการปรับแผน เปิดทางให้มี “ทีมเฉพาะกิจรักษาอธิปไตย”.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม