รายงานการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำและความช่วยเหลือของ ศูนย์ปฏิบัติการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พยากรณ์ว่า ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกที่สะสม อาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกัน โดยการปรับปรุงระบบทางระบายน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากความเสียหายที่จะเกิดขึ้น พื้นที่ใน ภาคกลาง กทม. และปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออก มีความเสี่ยงมากกว่าภาคอื่นเนื่องจากร่องมรสุมที่พัดผ่านโดยตรงส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนขณะนี้ เขื่อนขนาดใหญ่ อาทิ เขื่อนภูมิพลความจุที่ 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 6,232 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ ความจุ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 4,469 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนศรีนครินทร์ ความจุ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 4,976 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน ที่อาจทำให้แผ่นดินถล่ม โดยเฉพาะภาคเหนือ แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลย ชัยภูมิ หนองคาย อุดรธานี ภาคตะวันออก ระยอง ชลบุรี จันทบุรี ภาคกลาง กาญจนบุรี ภาคใต้ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี ครบทุกภาคในส่วนของ กรมชลประทาน โดย ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2568 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นมา ใช้ระบบชลประทานทั่วประเทศมาบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้มากที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ ที่มี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ประเมินจากสถานการณ์น้ำใน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำใช้รวมทั้งหมด 42,561 ล้าน ลบ.ม. หรือปริมาณ 56% ของความจุอ่างเก็บน้ำรวมกัน ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก กว่า 33,700 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนเก็บกักน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าศักดิ์ชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 12,960 ล้าน ลบ.ม. หรือ 52% ของความจุรวมกัน สามารถรองรับน้ำได้อีก กว่า 11,900 ล้าน ลบ.ม.การเพาะปลูกพืชตามฤดูเช่นข้าวนาปี ยังเน้นใช้น้ำฝนเป็นหลักแบ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศกว่า 18 ล้านไร่ (ข้าวนาปี 17 ล้านไร่ พืชไร่ พืชผัก 1 ล้านไร่) ปริมาณฝนปีนี้แนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 5% ไปจนถึงปลายเดือน มิ.ย.ถึงต้น ก.ค.จะเกิดฝนทิ้งช่วงมีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยแล้งได้จากนั้นเดือน ก.ย.-พ.ย.ฝนจะกลับมาตกหนักอีกระลอกซึ่งกรมชลประทานได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม