แม้โลกวันนี้จะเจอกับวิกฤติมากมาย สงครามในยุโรปและตะวันออกกลาง การแย่งชิงทรัพยากร การแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจโลก แต่มหาเศรษฐีโลกก็ยังรวยเพิ่มขึ้นทุกวันไม่หยุด มีมหาเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นวันละหลายร้อยคน ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ใกล้จะทะลุ 50,000 จุด ข้อมูลล่าสุดเดือนเมษายน นิตยสารฟอร์บส์ ระบุว่า มหาเศรษฐีโลก 20 อันดับแรก มีความมั่งคั่งรวมกันกว่า 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กว่า 125.4 ล้านล้านบาท Elon Musk คนเดียว มหาเศรษฐีเจ้าของเทสลา/สเปซเอ็กซ์ ก็ครองความมั่งคั่งกว่า 839,000 ล้านดอลลาร์ รวยเป็นอันดับ 1 ของโลก อันดับ 2 Lary Page ผู้ร่วมก่อตั้งอัลฟาเบต (กูเกิล) รวย 270,000 ล้านดอลลาร์ อันดับ 3 Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้งอัลฟาเบต (กูเกิล) รวย 249,000 ล้านดอลลาร์ อันดับ 4 Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งแอมะซอน รวย 235,000 ล้านดอลลาร์ อันดับ 5 Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Meta (Facebook) รวย 222,000 ล้านดอลลาร์ เรียกว่ารวยกันไม่รู้เรื่องไปเลยแต่ ความรวยของมหาเศรษฐีในแต่ละยุค มีที่มาของความรวยต่างกันคอลัมน์ World Exclusive ใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเมษายนรายงานว่า ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มหาเศรษฐีโลกรวยจากเหล็ก นํ้ามัน และรถไฟ เช่น แอนดรู คาร์เนกี้ รวยจากอุตสาหกรรมเหล็ก จอห์น ดี. ร็อคกี้เฟลเลอร์ รวยจากนํ้ามัน ต่อมา ปลายศตวรรษที่ 20 มหาเศรษฐีโลกรวยจากนักการเงิน นายธนาคาร และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ ช่วงต้นศตวรรษที่ 21 รายชื่อมหาเศรษฐีโลกมาจาก ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต และซอฟต์แวร์นอกจากความมั่งคั่งส่วนบุคคล มูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ก็มีมูลค่าสูงในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น Apple มูลค่าบริษัท 3.97 ล้านล้านดอลลาร์ Microsoft มูลค่าบริษัท 3.19 ล้านล้านดอลลาร์ NVIDIA มูลค่าบริษัท 5.18 ล้านล้านดอลลาร์ Amazon มูลค่าบริษัท 2.79 ล้านล้านดอลลาร์ แค่ 4 บริษัท มูลค่าบริษัทก็ปาเข้าไปกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ เกือบ 500 ล้านล้านบาทแล้วความแตกต่างที่สำคัญ ระหว่างมหาเศรษฐีในอดีตกับปัจจุบันก็คือ ความเร็วในการสร้างความมั่งคั่ง ในอดีต การสร้างอุตสาหกรรมเหล็ก รถไฟ โรงกลั่นนํ้ามัน ต้องใช้เวลาหลายสิบปี แต่ในยุคเทคโนโลยี บริษัทซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์ม สามารถเติบโตไปทั่วโลกได้ภายในเวลาไม่กี่ปี เช่น บริษัทโซเชียลมีเดีย สามารถมีผู้ใช้หลายพันล้านคนภายในเวลาไม่ถึงสิบปี หรือ บริษัทอีคอมเมิร์ซ ก็สามารถเติบโตจากร้านค้าออนไลน์กลายเป็นบริษัทระดับโลกได้ภายในเวลาไม่กี่สิบปี ความเร็วในการขยายธุรกิจ ทำให้การสร้างความมั่งคั่งในยุคปัจจุบันเกิดขึ้นเร็วกว่าในอดีตมาก เช่น Jensen Huang แห่ง NVIDIA ผู้ผลิตชิป GPU กราฟิกและ AI ใช้เวลาเพียง 6 ปี รวยจากระดับ 47,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 เป็น 150,000 ล้านดอลลาร์ในต้นปี 2026มหาเศรษฐีจากเอเชีย โดยเฉพาะจาก จีน อินเดีย ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกันจากการจัดอันดับของ Hurun Global Rich List 2026 พบว่า ปัจจุบันโลกมีมหาเศรษฐีมากถึง 4,020 คน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปีก่อน ระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ฟอร์บส์ระบุว่ามี 3,428 คน รวมความรวยกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4 ล้านล้านดอลลาร์จากปี 2568 เมื่อพิจารณาถึง “จำนวนมหาเศรษฐี” แล้ว จีนเป็นประเทศที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก ประมาณ 1,110 คน อันดับ 2 สหรัฐฯ ประมาณ 1,000 คน และ อินเดีย ประมาณ 308 คนการเพิ่มขึ้นของมหาเศรษฐีเอเชียสะท้อนถึงการเติบโตของเศรษฐีเอเชีย การขยายตัวของชนชั้นกลาง ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงาน โทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมการผลิต ทำให้ศูนย์กลางการผลิตของโลกค่อยๆเคลื่อนย้ายจากยุโรปและสหรัฐฯมาสู่เอเชียมากขึ้นพรุ่งนี้มาเล่ากันต่อครับ ความรวยของมหาเศรษฐีบอกทิศทางหุ้นโลกอย่างไร?“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม