รอยเตอร์รายงานคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้หน่วยงานรัฐบาลกลางตรวจสอบและแก้ไข การขาดดุลการค้าสหรัฐฯ รวมถึงการจัดการกับ การค้าที่ไม่เป็นธรรมชาติ (มีการทุ่มตลาด) และ การบิดเบือนสกุลเงิน ของประเทศอื่นๆ ตามบันทึกคำสั่งการยังให้มีการประเมินผล ข้อตกลงการค้ากับจีน ที่ทรัมป์ได้ลงนามกับจีนตั้งแต่ปี 2020 เพื่อยุติสงครามภาษี ซึ่งตามข้อตกลงจีนจะต้องเพิ่มการซื้อสินค้าส่งออกของสหรัฐฯอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 6 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 2 ปี แต่จีนทำไม่ได้เนื่องจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ข้อตกลงฉบับนี้กำลังอยู่ในระหว่างทบทวนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ที่ต้องจับตาคือ มาตรการภาษี สำหรับสินค้าระหว่างประเทศ ที่ทรัมป์เคยขู่เอาไว้จะเก็บภาษีเพิ่มไม่ต่ำกว่า 20% จากประเทศต่างๆ และจีนจะเก็บภาษีเพิ่มถึง 60% ปรากฏว่า ยังไม่มีการเก็บอัตราภาษีใหม่ เรื่องนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ได้ระบุเอาไว้ว่า ทีมเศรษฐกิจของทรัมป์ กำลังศึกษาแผนการขึ้นภาษีแบบค่อยเป็นค่อยไปในลักษณะ ภาษีขั้นบันได ที่อัตรา 2-5% ต่อเดือน ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯโดนแน่นอน รวมทั้งไทยที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯในอันดับต้นๆ จะเท่าไหร่ เมื่อไหร่เท่านั้นส่วนที่จะปั่นป่วนกับทิศทาง โครงสร้างเศรษฐกิจโลก จริงๆ ต้องโฟกัสไปที่ การประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นครั้งที่ 2 ที่มีสมาชิกเกือบ 200 ประเทศ ซึ่งสอดคล้องต้องกัน กับนโยบายทรัมป์ก็คือการหันมา สนับสนุนเชื้อเพลิงจากแหล่งฟอสซิล ประเภทน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติต่อไป มากกว่าจะให้ความสำคัญกับ พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานสะอาด ผลกระทบแน่ๆคือ อุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า การลดโลกร้อน การเก็บภาษีคาร์บอน นโยบายสวนทางปืน กับทุกประเทศ ชนิดไม่แคร์สื่อ และสหรัฐฯเองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ปล่อยมลพิษอยู่ในอันดับต้นๆของโลกเช่นกันระหว่างนี้ การประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นายกฯไทย แพทองธาร ชินวัตร เข้าร่วมประชุมด้วย มีโอกาสได้พบกับผู้บริหาร 5 กลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำ การเดินเรือ โลจิสติกส์ อาหาร เครื่องดื่มชั้นนำของโลก อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป อุตสาหกรรมยาและสุขภาพ ภาคบริการและการลงทุนในนวัตกรรมใหม่ เพื่อพัฒนาธุรกิจ รักษ์สิ่งแวดล้อม เข้าใจว่าสภาเศรษฐกิจยังต้องตั้งหลักกับนโยบายของ ทรัมป์ อีกระลอก แต่ละประเทศต้องกลับไปทำการบ้านโดยต้องอาศัยวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำล้วนๆข่าวเศรษฐกิจวันนี้ เริ่มจะโฟกัสไปที่ใครจะได้เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติคนต่อไป เนื่องจากเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการคนปัจจุบันจะครบวาระในวันที่ 30 ก.ย.นี้ และจะเริ่มสรรหาผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ในเดือน มิ.ย.รักใครชอบใครก็เชียร์กันเข้าไป ความสนใจไม่ใช่ใครจะมาเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ แต่ไปโฟกัสว่าผู้ว่าการแบงก์ชาติเป็น (เด็ก) ใคร มากกว่า?หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม