ผมเอาความรู้เก่าจากหนังสือ คัมภีร์เหลาจื๊อ (ล.เสถียรสุต แปล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พิมพ์ครั้งที่ 2 แจกในงานวันเกิด พ.ศ.2525 สำนักพิมพ์ ก.ไก่ พิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ.2533) ภาพปก เหลาจื๊อชุดขาวขี่ควายดำ ต่อยอดกับความรู้ที่เพิ่งค้นพบใหม่ เหลาจื๊อเป็นคนลาวนึกถึงความสับสนอลหม่านของบ้านเมือง พยายามเลือกเอามาสักคำสอน...เผื่อใครบางคนภาคสอง ปรัชญาการปกครอง บทท้ายข้อ 13...ต้นไม้ใหญ่ขนาดสองแขนยื่นอกกอดรอบ เติบโตขึ้นจากหน่อเล็กๆหอสูงเก้าชั้น ก่อขึ้นด้วยก้อนดินทีละกอง การเดินทางไปได้ตั้งพันลี้ (300 ไมล์) เริ่มด้วยการเดินทีละก้าวการเดินทางของคนเรา มักจะล้มเหลวเมื่อจวนเจียนจะสำเร็จผล แต่ถ้าหากมีความระมัดระวัง เหมือนกับเวลาเริ่มงาน งานจะไม่ล้มเหลวข้อ 14 ผู้มีสัจธรรมในโบราณกาล ไม่สอนคนให้มีความฉลาดคล่องแคล่วในเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง แต่สอนให้มีความเป็นธรรมชาติเหตุที่ราษฎรปกครองลำบาก ก็เพราะราษฎรมีเล่ห์เหลี่ยมมาก ฉะนั้นการใช้เล่ห์เหลี่ยมปกครองบ้านเมือง ย่อมเป็นภัยแก่บ้านเมืองปกครองบ้านเมืองโดยไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยม เป็นบุญวาสนาของบ้านเมืองเมื่อมีความเข้าใจในหลักการทั้งสองอย่าง คือ ใช้และไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมด้วยดีแล้ว จดจำการไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมไว้ ก็คือการมีคุณธรรมอันลึกซึ้งความลึกซึ้งของคุณธรรมนี้ มันช่างลึกซึ้งจริงๆจงกลับไปสู่ความแท้จริงของสรรพสิ่งและเหตุการณ์ และอนุโลมไปตามธรรมชาติแม่ทัพที่สามารถไม่แสดงตนว่าเป็นผู้กล้าหาญ นักรบที่สามารถไม่โกรธง่ายๆ ผู้ที่รบชนะได้อย่างดีเยี่ยมนั้นคือผู้ที่ไม่ต้องรบผู้ที่บังคับบัญชาคนได้ดี เป็นผู้มีความอ่อนโยนต่อผู้น้อย นี่คือคุณธรรมอันไม่แย่งชิงจากใคร นี่เป็นพละกำลังของการบังคับบัญชาคน เป็นหลักที่ตรงกับธรรมชาติผู้นำทัพออกรบ เคยกล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าไม่กล้ารุก ข้าพเจ้าเป็นผู้ตั้งรับ ข้าพเจ้าไม่กล้ารุกไปแม้แต่ฉุ่น (3 ซม.) แต่ยอมถอย 3 เฉียะ (33 ซม.)”นี่ก็หมายความว่า แม้จะมีแผนรบ แต่ก็เหมือนกับไม่มีแผนรบ ฝีมือจะโบก (สั่งให้รบ) ได้ แต่ก็เหมือนกับไม่มีมือจะโบก แม้จะผจญหน้ากับข้าศึกได้ แต่ก็เหมือนกับไม่มีข้าศึกที่จะผจญแม้จะมีอาวุธรบ ก็เหมือนกับไม่มีอาวุธในมืออันตรายใดๆ ไม่มีอันตรายใดๆที่ใหญ่ไปกว่าการดูหมิ่นข้าศึกการดูหมิ่นข้าศึก เกือบจะเท่ากับการเสียแก้ว 3 ประการ คือเมตตา ประหยัด ไม่อยู่เบื้องหน้า (เป็นผู้นำ) คนทั้งหลายฉะนั้น ทัพทั้งสองที่รบกันอยู่ ทัพที่มีความเมตตา ต้องเป็นทัพที่รบชนะอย่างแน่แท้...คำสอนเหลาจื๊อชุดนี้ ผมเดาเอาว่า ป๋าเปรมท่านศรัทธา เข้าถึง เข้าใจ และนำไปใช้...ไม่น่าแปลกใจ ป๋าท่านอยู่บนเก้าอี้นายกฯได้กว่า 8 ปี โดยไม่มีพรรคการเมืองเองสักพรรคเดียว แล้วก็ไม่มีใครกล้าไล่เมื่อเบื่อ ป๋าบอกว่าผมพอแล้ว แล้วก็โบกมือลาไปเองใครที่อยู่ได้ไม่ทันถึงปี แล้วมีเสียงหนาหูบ่นเบื่อ ผมไม่รู้ว่าจะช้าเกินไปหรือไม่ ที่จะหันมาใช้วิธีการปกครองแบบเต๋า หรือว่าแม้อยากจะใช้ก็สายเกินไปเสียแล้ว.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ "ชักธงรบ" เพิ่มเติม