อุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้างโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้น “นับวันยิ่งทวีความรุนแรง” สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างของไทยอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสี่ยง ส่งผลกระทบต่อประชาชน และภาพลักษณ์ของประเทศในหลายมิติด้วยประเทศไทยมีการใช้เครื่องจักรก่อสร้างขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น ตามการขยายโครงสร้างพื้นฐาน แต่กฎหมายและกฎระเบียบที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมอุปกรณ์ แถมยังขาดหน่วยงานเจ้าภาพที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรงกลายเป็นการก่อให้เกิดช่องว่าง “ด้านความปลอดภัย” เมื่อเกิดเหตุขึ้นกระบวนการตรวจสอบ และการเปิดเผยข้อมูลมักไม่เป็นระบบจนไม่อาจนำบทเรียนไปใช้ป้องกันปัญหาในอนาคตได้ วัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ อาจารย์ประจำวิศวกรรมโยธา ม.เทคโนโลยีมหานคร และเลขาธิการสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย บอกว่าถ้าย้อนเมื่อ 40 ปีก่อน “การใช้งานเครื่องจักรลอนเชอร์ (Launching Girder) ยังไม่แพร่หลาย” ส่วนใหญ่ใช้ก่อสร้างสะพานข้ามทางแยกรัชดาที่ต้องอาศัยวิศวกรจากต่างประเทศเข้ามาควบคุมเนื่องจาก “คนไทยขาดความชำนาญ” ต่อมาก็ใช้งานลอนเชอร์ในโครงการสำคัญ เช่น โครงการวงแหวนอุตสาหกรรมและสะพานภูมิพลในช่วงนั้นผู้ที่ใช้งานควบคุมเครื่องจักรลอนเชอร์มักเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ไม่กี่รายในประเทศ ก่อนจะเพิ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายนับแต่ช่วงโครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 6 และมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานขยายตัว “ผู้รับเหมาระดับกลาง และกึ่งรายใหญ่” ก็เริ่มนำลอนเชอร์เข้ามาใช้งานในหลายช่วงระยะโครงการมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การผลิตพัฒนาบุคลากรไทย “ที่มีความชำนาญยังไม่เพียงพอ” ผู้ปฏิบัติงานต้องอาศัยการเรียนรู้แบบครูพักลักจำ โดยขยับจากโฟร์แมน หรือวิศวกร ที่เคยเห็นการปฏิบัติงานผู้อื่นมากกว่าจะผ่านการอบรมเป็นระบบแล้วที่ผ่านมา “กลับไม่เคยมีการตรวจสอบว่าผู้ควบคุมมีความรู้ในระดับใด” เพราะไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องนี้ขอเพียงมีวิศวกรผู้ออกแบบควบคุมงาน และลงนามรับรองในเอกสาร พูดง่ายๆ ถ้ามีลายเซ็นทุกอย่างก็จบจริงๆแล้วส่วนตัวอยู่ใน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง ความปลอดภัยและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบฯ “มีการร่างกฎหมายเรื่องนี้มา 4–5 เดือน” เพื่อปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้าง และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเสนอปรับแก้ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง 7 ฉบับเพราะปัญหาว่า “กฎกระทรวงเกี่ยวกับปั้นจั่นยังไม่ระบุถึงลอนเชอร์ที่ชัดเจน” เนื่องจากเป็นอุปกรณ์เฉพาะทางที่ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย มักถูกตีความรวมเป็นปั้นจั่นทั่วไป เช่น เครน ทาวเวอร์เครนหรือโมบายเครนจึงได้เชิญ “กรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน” ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลด้านสวัสดิการ และความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานมาร่วมหารือถึงความจำเป็นในการกำกับควบคุมการใช้งานอุปกรณ์-เครื่องจักรขนาดใหญ่นี้ที่เริ่มถูกใช้งานแพร่หลายในไทยสำหรับความต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้างและการทำงานบนที่สูงประเด็นนี้ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างฯ จึงได้เสนอจัดทำรายงานพิจารณาแนวทางกำหนดมาตรการ และข้อกำหนดที่เหมาะสม “แต่รายงานยังไม่ทันออกก็เกิดยุบสภาก่อน” โดยมีการจัดทำข้อเสนอคือ “การกำหนดขึ้นทะเบียนเครื่องจักรขนาดใหญ่” เพราะเป็นโครงสร้างเหล็กมีน้ำหนักมาก อย่างกรณีลอนเชอร์ถล่มทับรถไฟน้ำหนักอยู่ที่ 400 ตัน และชิ้นส่วนตกลงมาทับรถไฟน่าจะอยู่ที่ 30-40 ตัน เมื่อผนวกกับความเร็วขบวนรถไฟที่วิ่งผ่าน 110-120 กม./ชม.ทำให้ความรุนแรงของอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอย่างมากยิ่งกว่านั้น “ผู้รับเหมารายเก่าใช้งานเครื่องจักรประเภทนี้มักมีการปรับดัดแปลงกัน” แม้แต่ผู้รับเหมารายใหม่ที่จัดหาเครื่องจักรมาใช้งานในโครงการก่อสร้างในไทยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นก็ขาดความชำนาญ ดังนั้นการกำหนดให้มีการขึ้นทะเบียน และจัดทำประวัติใช้งานเครื่องจักรขนาดใหญ่จึงเป็นหัวใจสำคัญของการลดอุบัติเหตุถัดมา “ผู้มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านนี้มีน้อยและไม่ได้รับการอบรมตามมาตรฐาน” เพราะไม่มีกฎหมายบังคับให้อบรมเป็นทางการ ทำให้ขาดหลักเกณฑ์การปฏิบัติงานต้องระมัดระวัง หรือบริหารความเสี่ยงด้านใดบ้าง ทั้งที่เครื่องจักรเกี่ยวข้องกับหลายระบบ ทั้งระบบไฟฟ้า เครื่องกล และโครงสร้างทางวิศวกรรมโยธาอันเป็นวิศวกรหลักอย่างน้อย 3 สาขาต้องทำงานร่วมกัน “จำเป็นต้องมีมาตรการแก่บุคลากร” ไม่ว่าจะเป็นการอบรมทบทวนตามรอบระยะ และการกำหนดหลักเกณฑ์มีใบรับรองความสามารถให้ชัดเจนยิ่งขึ้นสุดท้ายคือ “การกำหนดให้มีหน่วยงานอิสระเข้ามาตรวจสอบลักษณะ Third Party Blind Check” เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบที่อาศัยเพียงแค่การลงนามรับรองในเอกสารโดยขาดการตรวจสอบเชิงลึกจริง เพราะการมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม และการลงนามรับรองไม่อาจเพียงพอ หรือปลอดภัยในทุกกรณีดังนั้นเมื่อเกิดเหตุขึ้น “ควรมีหน่วยงานกลางเข้ามาตรวจสอบ” เพราะตามหลักสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย หรือวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ “ไม่ได้มีบทบาทอำนาจหน้าที่โดยตรง” เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้จึงมีสถานะเป็นเพียงองค์กรวิชาชีพที่มีความน่าเชื่อถือจากชื่อเสียงขององค์กรในการเข้าร่วมตามการเชิญของหน่วยงาน “เพื่อช่วยตรวจสอบทำให้ข้อเท็จจริงมีความกระจ่าง” อันมีเป้าหมายรวบรวมข้อมูลนำไปเผยแพร่ที่จะนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ และเป็นบทเรียนว่าแนวการปฏิบัติใดไม่ควรเกิดขึ้นประการถัดมาก็เสนอให้ “มีหน่วยงานกลาง” ทำหน้าที่กำกับดูแลด้านการก่อสร้างคล้ายกระทรวงที่มีอำนาจดูแลภาพรวมของงานก่อสร้างเพราะงานก่อสร้างไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะวิศวกรเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับบุคลากรหลากหลายสาขา “ต้องมีหน่วยงานกลางเข้ามากำหนดมาตรการ” เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ หรือบอร์ดเฉพาะกิจ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลโครงการก่อสร้างสาธารณะขนาดใหญ่ก็จะสามารถช่วยไม่ให้ไปกระทบกับโครงการก่อสร้างทั่วไป และสามารถกำหนดมาตรการได้อย่างตรงจุดแต่หากไม่มีหน่วยงานนี้ “โครงการสาธารณะขนาดใหญ่เกิดปัญหา” เรื่องมักเงียบหายเหมือนตึก สตง.ถล่มแม้มีรายงานการตรวจสอบจัดทำเสร็จแล้ว “แต่ไม่อาจเผยแพร่ได้” เพราะอ้างติดข้อจำกัดกฎหมาย PDPA กลายเป็นต้องรอการเปิดเผยจากเจ้ากระทรวงส่งผลให้สังคมขาดข้อมูล และบทเรียนในการป้องกันปัญหาในอนาคตฉะนั้นอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้างเป็นความเสี่ยงสาธารณะ ส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชน และภาพลักษณ์ของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม