ป.ป.ช.แถลงผลคณะกรรมการพิจารณา ให้ส่งสำนวนการสอบสวนดำเนินคดี “รองโจ๊ก” เกี่ยวพันคดีสินบนทองคำแท่ง คืนให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ส่วนคดีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีชื่อถูกกล่าวหา ชงเรื่องให้ประธานสภาพิจารณา ถ้าเห็นว่ามีมูลให้ส่งเรื่องต่อให้ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระดำเนินการกับกรรมการ ป.ป.ช.ที่ถูกกล่าวหาต่อไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 21 ม.ค. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ส่งคำกล่าวโทษเพื่อดำเนินการกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กรณีให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อช่วยเหลือทางคดี ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ สำนักงาน ป.ป.ช.ขอแถลงความคืบหน้าเบื้องต้นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวดังนี้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณากรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางส่งคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับบุคคล 2 กลุ่มคือ กรรมการ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มาตรา 167 มาตรา 201 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 128 ประกอบมาตรา 169 มาตรา 172 มาตรา 173 และมาตรา 176 มีความเห็นดังนี้กรณีกล่าวโทษว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. มีส่วนเกี่ยวข้องกระทำความผิดอาญาตามฐานความผิดข้างต้น เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่ากรรมการ ป.ป.ช.ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย รวมทั้งมีบุคคลอื่นเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดทางอาญา รวมทั้งผู้ให้ ผู้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่กรรมการ เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 และประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงความผิดที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะไต่สวนความผิดและดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องในคดีไปในคราวเดียวกันสำหรับกรณีกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ในเรื่องเดียวกัน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 236 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้ง 2 สภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหากรรมการผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 30 บัญญัติว่า กรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม และเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะต้องดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัย คดีมีลักษณะการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกันและความผิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน จึงเข้าองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 45 จะต้องให้ประธานรัฐสภาพิจารณาเพื่อเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประชุม ป.ป.ช.จึงมีมติส่งเรื่องกล่าวหาคืนพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 61 วรรคสอง และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไปส่วนกรณี พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รอง ผกก.สภ.สำโรงเหนือ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ผกก.ตม.จ.ฉะเชิงเทรา ลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.แจ้งความกองบังคับการปราบปรามดำเนินคดีรองโจ๊กข้อหาทำร้ายร่างกาย ความคืบหน้าจาก บก.ป.วันเดียวกัน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เผยว่า หลังจากนี้ต้องดูว่าใบรับรองแพทย์เข้าข่ายทำร้ายร่างกายสาหัสหรือไม่ พนักงานสอบสวนต้องไปสอบปากคำแพทย์อีกครั้ง เบื้องต้นเป็นการทำร้ายจนเป็นอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ แต่ถึงขั้นสาหัสหรือไม่ให้รอความเห็นแพทย์ จากข้อมูลการสอบปากคำเบื้องต้น เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2560 ถูกทำร้ายต่อเนื่อง มองว่าครั้งเดียวก็ค่อนข้างรุนแรงแล้วตำรวจสอบสวนกลางไม่มีความกังวลการดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นคดีอะไรหรือดำเนินคดีกับใคร จะดำเนินคดีตามข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัดต่อมาเวลา 17.00 น. นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกลับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีตลูกน้องคนสนิท ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ นายสัญญาภัชระกล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวาน พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งดำเนินคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตนตั้งข้อสังเกตว่า การที่ พ.ต.ท.คริษฐ์กล่าวอ้างว่าเหตุทำร้ายเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 ซึ่งล่วงเลยมา 9 ปีแต่เหตุใดทำไมถึงเพิ่งออกมาแจ้งความ นอกจากนี้ บิ๊กโจ๊กยังฝากมาบอกด้วยว่า ไม่มีพฤติกรรมหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรม พร้อมเข้าให้ปากคำหากถูกออกหมายเรียก พร้อมฝากถึงพนักงานสอบสวนว่าอยากให้ดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรมทุกฝ่าย หลังจากนี้จะดำเนินคดีกลับให้ถึงที่สุด คิวต่อไปจะแจ้งความกลับคือ พ.ต.อ.อาริศ มีรายงานด้วยว่า วันพรุ่งนี้ (22ม.ค.) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะมอบหมายทนายความให้เดินทางไปศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เอาผิดคณะพนักงานสอบสวนคดีที่เกี่ยวเนื่องกับสินบนทองคำ ตามมาตรา 157 และมาตรา 200 ด้วยอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่