บรรดาคอการเมืองทั้งหลาย ที่ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างต่อเนื่องน่าจะสังเกตเห็นได้ว่า มีการแพร่ข่าวเกี่ยวกับ การ “ดีล” ทางการเมือง เป็นระยะๆ เป็นข่าวกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง “ดีล” กับอีกกลุ่มหนึ่ง คำว่า “ดีล” แปลตามตรงก็คือ “การติดต่อซื้อขาย” หรือ “เอาหมูไปเอาไก่มา” ในทางการเมืองการเมืองที่เป็นข่าวส่วนใหญ่ มักจะเป็นการเจรจาตกลงกันเป็นความลับ หลายอย่างอาจเป็นสัญญาลับที่ผิดกฎหมาย หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ และขัดหลักธรรมาภิบาล ขาดความโปร่งใส ไม่ยึดหลักนิติธรรม ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงแสดงว่าการเมืองไทยอยู่ในยุคน้ำเน่าได้หรือไม่ จะมีมาตรการยับยั้งได้หรือไม่จากการเปิดเผยของสว.วันชัย สอนศิริ อ้างว่ามีข้อมูลเชิงลึก ที่แสดงว่าการเมืองไทยตั้งกลุ่มหรือขบวนการขจัดฝ่ายตรงข้ามนอกระบบรัฐสภา เช่นการตั้งกลุ่มล้มรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน หรือล้มการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เพื่อประโยชน์ของกลุ่มตน ที่จะได้เข้าสู่อำนาจ แทนรัฐบาลพรรคเพื่อไทยถ้าข่าวข้างต้นเป็นความจริง แสดงว่าประชาธิปไตยไทยล้มเหลว กลุ่มการเมือง หรือนักการเมือง ที่มีอำนาจแฝงอยู่ในความมืด อยู่นอกสภา สามารถเข้าไป มีอำนาจ ทั้งในและนอกสภา ตามแต่จะเห็นควร สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีคณะกรรมาธิการอยู่มากมาย น่าจะมอบหมายให้ กมธ.คณะใดคณะหนึ่งทำการศึกษาคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร น่าจะทำการศึกษา และเปิดโปงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการใช้อำนาจในความมืด เพื่อกดดันให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ และเปิดหน้ากากของอำนาจมืด แฉต่อหน้าประชาชน เพื่อดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก่อนรับตำแหน่งนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือ สว.ต้องกล่าวคำปฏิญาณตนว่า “ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” การรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด คือการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอาจต้องเริ่มต้นด้วยการยึดมั่นในความเห็นที่ถูกต้อง ที่พระพุทธศาสนา เรียกว่า “สัมมาทิฐิ” คือความเห็นชอบหรือถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย จะต้องไม่ยอมให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งปลูกฝัง “มิจฉาทิฐิ” คือความเห็นที่ผิด ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย เช่นแนวความคิดอำนาจนิยม ที่อ้างว่าเผด็จการถูกต้อง.อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่