วัดไผ่แดง มีสมภารกร่างเป็นสมภาร...ในนิยายเรื่อง “ไผ่แดง” อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมช เขียน ในมโนคนอ่าน...เป็นวัดบ้านนอก ไม่บอกอายุ สร้างสมัยไหน? อยู่ในคลองสายหนึ่ง ริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯซักเท่าไหร่ตัวสมภารก็ไม่ใช่พระเกจิฯขลัง พระประธานในโบสถ์ก็งามแบบธรรมดาๆ ไม่ขลังกับชาวบ้าน แต่แสดงปาฏิหาริย์เป็นพระพุทธรูปพูดได้ คุยกับสมภารได้คนเดียวพระพุทธรูปอีกองค์บนศาลา เป็นพระปูนปั้นขนาดหน้าตัก ผมเดาเอาจากการอ่านว่า ราวศอกกว่าๆ สมภารกร่างเกิดมาโตมากับบ้านไผ่แดง ก็เห็นท่านแล้วเหตุเพราะหน้าตาท่าน ช่างปั้นไว้ไม่ได้สัดส่วนเอาเสียเลย จะเรียกว่า ไม่สวยก็ไม่ถูก เพราะออกไปทางน่าเกลียด ชาวบ้านก็เรียกท่านตามที่ตาเห็นว่า หลวงพ่อเบี้ยวที่จริงสมภารก็คุ้นกับท่านดี...แต่พอมาเป็นสมภาร ขึ้นศาลาเทศน์บ้าง สวดมนต์บ้าง เวลาเห็นหน้าท่านก็มักสะดุดใจ พอกพูนความรู้สึกไม่ชอบเหล่านี้ไว้หลายปีหน้าที่หนึ่งของสมภารวัด...คือการบูรณปฏิสังขรณ์ โบสถ์ วิหารศาลาหรือกุฏิพระที่ทรุดโทรม...วันที่อารมณ์สมภารแก่กล้าเต็มที่ สมภารกร่างก็คิดการใหญ่คิดอยากบูรณะหลวงพ่อเบี้ยว อยากหาช่างฝีมือดีมาปั้นท่านใหม่ ให้สะสวยเรียกศรัทธาเหมือนพระพุทธรูปอื่นๆ แต่เรื่องนี้สมภารรู้ดี ไม่มีใครเห็นด้วย ทุกคนรักนับถือหลวงพ่อเบี้ยวกันทั้งนั้นสมภารกร่างเก็บอารมณ์นี้นาน จนถึงฤดูน้ำ เทศกาลชักพระปีนั้น ทุกปีที่เคยทำๆกัน ก็อุ้มพระออกมาสรงน้ำ แต่ปีนั้นสมภารสั่งการ จัดงานใหญ่ บอกบุญให้ชาวบ้านหาเรือใหญ่มานิมนต์หลวงพ่อเบี้ยว แห่ไปทางน้ำชาวบ้านพายเรือตามเป็นขบวน มีเครื่องดนตรีปี่กลอง ฆ้องโหมประโคมไปตลอดทางสมภารกร่างคุมขบวนเรือชักพระไปไกล...ไกลกว่าที่เคยไป พ้นเขตไผ่แดง ไปเข้าตำบลอื่น แล้วก็สั่งหยุดขบวนเรือ บอกชาวบ้านให้อุ้มหลวงพ่อเบี้ยวขึ้นฝั่งเกวียน...ที่เตรียมไว้เพื่อแห่หลวงพ่อเบี้ยวกลับวัดไผ่แดง ทางบก เตรียมรอไว้แล้วเรื่องที่ชาวไผ่แดงไม่เคยเห็นก็ได้เห็น สมภารกร่างท่าทางทะมัดทะแมงขึ้นขับรถลากเกวียนด้วยตัวท่านเองชาวบ้านที่เดินตามงานชักพระปีนี้ ทำท่าจะมีรสชาติแปลกประหลาดพิกลๆแรกๆสมภารก็ขับเกวียนไปตามทาง...อยู่ดีๆจนถึงที่หนึ่ง สมภารกร่าง ท่านก็หันเหเกวียนเข้าไปหาคันนา...ยังไม่พอ ยิ่งใกล้คันนา ท่านก็หวดควายเทียมเกวียนสุดแรง เร่งให้มันวิ่งสุดกำลังล้อเกวียนสะดุดคันนา เกวียนบรรทุกหลวงพ่อเบี้ยวก็คว่ำลง เสียงดังโครม!ฝุ่นตลบคลุ้งตรงบริเวณองค์หลวงพ่อเบี้ยว สมภารกร่างประคองตัวนั่ง ก็เห็นเหตุอัศจรรย์ตรงหน้าหลวงพ่อเบี้ยว พระปูนคร่ำคร่า หน้าตาบิดเบี้ยว...อันตรธาน... หายไปแล้วพระพุทธรูปโลหะ สีนาก ศิลปะงดงามมาก...นึกถึงประโยค อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ พรรณนาถึงพระทองวัดไตรมิตร หาที่ติตรงไหนไม่ได้...ปรากฏขึ้นแทนสมภารกร่างก้มกราบ...น้ำตาร่วงมีเสียงรำพัน “หลวงพ่อเบี้ยวครับ ท่านช่วยอุตส่าห์ปกปักรักษา พระโบราณล้ำค่าองค์ไว้ให้วัดไผ่แดงของเรา”คำรำพันนั้น ไม่ได้สื่อถึงพระองค์ใหม่...สังเกตให้ดีๆ สมภารท่านกราบซาบซึ้งในคุณูปการ...เศษปูนเก่าๆ ที่เคยเห็นเป็นหลวงพ่อเบี้ยว พระพุทธรูปบนศาลาองค์ที่ท่านถือเป็นอริในใจอยู่หลายปี.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ "ชักธงรบ" เพิ่มเติม