ทนาย “โจ๊ก” โร่ยื่น ปธ.วุฒิฯร้องตั้ง กก.อิสระสอบอำนาจ พงส.ระบุทั้งตำรวจ-ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจตรวจสอบตัวเอง ชี้ขัดทั้ง รธน.และกฎหมาย ต้องทำให้ถูกต้อง ด้าน “ผบ.ต่าย” เผยคดีสินบนทองคำ ตำรวจทำตามกฎหมายครบทุกขั้นตอน ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.ใน 30 วัน หากเห็นไม่เป็นธรรมสามารถร้องเรียนได้ ยันตำรวจไม่แย่งสำนวนกลับ หากมีคำสั่งส่งกลับพร้อมเดินหน้าต่อ ขณะที่ศาลปกครองสูงสุด ยกคำร้อง “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้องนายกฯ ผบ.ตร.และคณะ ก.พ.ค.ตร. ปมให้ออกจากราชการไว้ก่อน ชี้เป็นคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย เพราะออกในขณะที่เจ้าตัวมีชนักคดีฟอกเงินกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. และพวกรวม 6 คนถูกกล่าวหาให้สินบนทองคำ 246 บาท กับกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อจูงใจวิ่งเต้นล้มคดีเว็บพนันมินนี่เมื่อปี 67 ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ม.ค.ที่รัฐสภา นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. เข้ายื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา ผ่านกลุ่มงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานวุฒิสภา ให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งกรรมการอิสระ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ไต่สวนตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่เป็นไปตามกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญนายสัญญาภัชระแถลงว่า ตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รวมถึงกรณีที่จะส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. รับเรื่องไว้ตรวจสอบส่อว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมายและกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ เพราะข้อกล่าวหาดำเนินคดีเกี่ยวกับ ป.ป.ช. ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจตรวจสอบตนเอง ส่วนรายละเอียดที่เกิดขึ้นนั้นมองว่าเข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ากรณีกล่าวหาเรื่องกรรมการ ป.ป.ช.ร่ำรวยผิดปกติ มีช่องทางดำเนินคดีกับ ป.ป.ช.คือส่งให้ประธานรัฐสภา หรือให้สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อ 1 ใน 5 หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมลงรายชื่อร่วมกัน 20,000 คน เสนอให้ประธานรัฐสภาตรวจสอบ และเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งไต่สวนคณะกรรมการอิสระ และหากมีมูลส่งต่อไปยังอัยการสูงสุด นายสัญญาภัชระ กล่าวต่อว่า เมื่อกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษ ดังนั้นต้องไปในช่องทางที่กำหนด เพราะมีการตรวจสอบที่เข้มข้นของกรรมการอิสระที่ประธานศาลฎีกาตั้งขึ้นมาจากคนที่มีความเป็นกลางทางการเมือง ที่ต้องพิจารณาร่วมกัน ไม่ต้องกังวลว่าใครผิดใครถูก หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้มั่นใจว่าได้รับความเป็นธรรมแน่นอน แต่สิ่งที่ตนพูดคือ กระบวนการเริ่มต้นต่างๆผิดทั้งหมด เป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.ป. ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่องนี้ที่ถูกกล่าวหา 6 คน 1 ในนั้นคือกรรมการ ป.ป.ช.จะผิดหรือไม่ ไม่รู้ แต่วิธีการตรวจสอบทางกฎหมายชัดเจนว่า ต้องใช้ช่องทางนี้ “ตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวน ส่วนการดำเนินการ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจตรวจสอบตัวเอง เมื่อไม่มีอำนาจ ต้องเข้ามาสู่กระบวนการนี้ ดังนั้นการสอบสวนต่างๆที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้สิ่งที่ดำเนินการนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่สิ่งที่ทำมานั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ”เมื่อถามอีกว่าทำไม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไม่ออกมาชี้แจงเอง ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า เพราะไม่ต้องการให้เกิดการตอบโต้กันไปมา อาจถูกมองได้ว่าเป็นการชี้นำ ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าหนีไปต่างประเทศนั้น ไม่เป็นความจริง ยังพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทุกวันเพื่อพูดคุยทั้งเรื่องคดีและกรณีอื่นๆ ที่เป็นส่วนที่ต้องรับทราบ และหลังจากนี้จะเข้าไปพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เช่นกัน “ผมมายื่นเพราะพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจ ตามกฎหมาย ขัดกับรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ขณะที่การดำเนินการของ ป.ป.ช. ก็ไม่มีอำนาจเช่นกัน ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวต่อมาเวลา 13.20 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.เผยถึงความคืบหน้าคดีนี้โดยยืนยันว่า เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ก่อนจะร้องทุกข์กล่าวโทษและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามลำดับ คดีดังกล่าวเป็นคดีสำคัญ คณะพนักงานสืบสวนต้องมั่นใจในข้อกฎหมายและหลักฐาน จึงนำไปสู่การกล่าวโทษ ได้รวบรวมพยานบุคคล เอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว 30 วันส่วนที่คู่กรณีอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. มองว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญนั้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วน หากฝ่ายใดเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถใช้สิทธิร้องเรียนหรือขอความเป็นธรรมในกระบวนการที่สูงขึ้นได้ เป็นกลไกที่กฎหมายเปิดช่องไว้แล้วผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ส่วนกระแสวิจารณ์ว่าตำรวจกับ ป.ป.ช.อาจมีความเห็นต่างหรือแย่งสำนวนกัน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า ตำรวจไม่มีความประสงค์จะดึงสำนวนกลับมา แต่ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ อำนาจการพิจารณาจะดำเนินการอย่างไรต่อ เป็นหน้าที่ ป.ป.ช. หากเห็นควรส่งสำนวนกลับมา ตำรวจพร้อมดำเนินการต่อทันที เมื่อถามถึงประเด็นความกังวลว่าผู้ถูกกล่าวหาบางรายอาจหลบหนี เนื่องจากอัตราโทษมีความร้ายแรง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า หากผู้ใดบริสุทธิ์ใจควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่จำเป็นต้องหลบหนี แต่หากหลบหนีจริง จะดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกับคดีอาญาทั่วไปพล.ต.อ.กิตติ์รัฐยังกล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างคดีอาญากับผลคำวินิจฉัยของศาลปกครองในประเด็นคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนว่า ขอรอฟังคำตัดสินของศาลก่อน ย้ำว่าข้าราชการตำรวจต้องน้อมรับและปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลทุกกรณีในส่วนคดีความที่เกี่ยวพันกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เมื่อเวลา 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุด โดยมติที่ประชุม ใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายกฟ้อง คดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. ยื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.), นายกรัฐมนตรี กรณี ผบ.ตร.มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่ง ชาติ ที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เม.ย.67 ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน กรณีมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ชื่อ BNKMASTER จนถูกดำเนินคดีอาญาและถูกศาลอาญาออกหมายจับ ฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงินศาลให้เหตุผลว่า คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลอาญาออกหมายจับผู้ฟ้องคดี หมายจับลงวันที่ 2 เม.ย.2567 ระบุข้อความว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน สมควรแก่การตั้งเรื่องกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยไม่ต้องสืบสวนข้อเท็จจริงก่อน ประกอบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นข้าราชการตำรวจระดับสูง มีหน้าที่และอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา เมื่อตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาฐานความผิดดังกล่าวเสียเอง ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนและภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างร้ายแรงถือเป็นความผิดเกี่ยวกับความประพฤติไม่น่าไว้วางใจและอาจเข้าไปมีอิทธิพลต่อการพิจารณาทางวินัยและในคดีอาญา หรือเข้ายุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในทางคดีผบ.ตร.จึงมีเหตุผลอันสมควรเชื่อได้ว่า หากให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์อยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ เป็นไปตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการ และการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ดังนั้น คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เม.ย.67 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค.ตร. ลงวันที่ 5 ส.ค.67 อาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเช่นเดียวกันกับคำสั่งดังกล่าว รวมทั้งประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่งลงวันที่ 15 ส.ค.2567 อันเป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกันอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่