เปิด ศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนตุลาคม 2566 เจอเข้าแค่ 3 เรื่อง ที่เผลออ่าน...ผมก็เหมือนเดินหลงเข้าป่าใหญ่ หาทางออกไม่ถูก90 ปี กบฏบวรเดช พระยาวิชิตชลธีลาออก พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์ ฉีกมุมลึกเร้นของทหารเรือ...ในสถานการณ์นั้น...และ ณ บรรณภูมิ กบฏบวรเดช พ.ศ.2476 นริศ จรรยาวงศ์โว้ย! นี่เป็นการรวมหนังสือ ที่รวมๆกันแล้ว เรียกได้ว่ามหากาพย์ แล้วก็ยังมี เปิดบันทึกตำรวจเชลย ตำรวจสันติบาลกับการปราบกบฏบวรเดช ที่ศรัญญู เทพสงเคราะห์ เขียน...อีกใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เรื่อง กบฏ ขอแนะให้รีบไปหาศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม อ่านวันนี้...ดูเอาซี!ผมมีหนังสือเล่ม...90 ปี กบฏบวรเดช...The JIGSAWS (สำนักพิมพ์แสงดาว พ.ศ.2566) ที่กัลยาณมิตร เจ้าจำนำดั้งเดิม พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์ ค้นคว้ามาเขียน มาแนะนำให้อ่านอีกขออนุญาตคัดย่อ...เฉพาะตอน ระทึกใจ...ตั้งแต่หน้า 104-108 ยั่วน้ำลาย เรียกน้ำย่อยหลังพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ถูกยิงเสียชีวิต ที่บ้านหินลับ 23 ต.ค.2476นี่คือสัญญาณ ฝ่ายบวรเดชแพ้...คณะนายทหาร จะลี้ภัยไปอินโดจีน หลวงโหมรอนราญ จึงขอให้พันตรีหลวงอาจรณรงค์ ทหารม้านครราชสีมา เตรียมม้าไว้ 50 ม้า นำไปขึ้นรถไฟ สำหรับการเดินทางออกนอกประเทศสำหรับ พระองค์เจ้าบวรเดช ตามแผน “ส่งเสด็จ” ทรงเดินทางด้วยเครื่องบินกองบินนครราชสีมา เป็นกองบินทิ้งระเบิดใช้เครื่องบินเบเกต์ ซึ่งมีเพียง 2 ที่นั่ง นักบิน 1 ที่นั่ง ผู้ทิ้งระเบิด 1 ที่นั่ง ดังนั้น การที่พระองค์เจ้าบวรเดช จะพาพระชายาไปด้วย จึงจำเป็นต้องนั่งเบียดกันบนเก้าอี้ผู้ทิ้งระเบิดซึ่งอยู่หลังนักบินหลวงโหมรอนราญ ทหารรักษาพระองค์ บันทึกภาพการส่งเสด็จครั้งสุดท้าย...ไว้ดังนี้ในขณะที่เราทั้ง 3 คนเดินไป และเครื่องบินกำลังหมุนใบพัดกันอยู่นั้น มีคนมาล้อมดูกันอยู่ข้างสนามบินเป็นจำนวนมาก ไม่มีใครแต่งเครื่องแบบทหารเลยถ้าพวกศัตรูฮือกันเข้ามา...วันนั้นก็คงจะเป็นวันตายของข้าพเจ้าพอเครื่องบินติด หลวงเวหนก็ขับเคลื่อนออกมา พระองค์เจ้าบวรเดชและภรรยาก็เข้าประทับบนเครื่องบิน ท่านยื่นพระหัตถ์ให้ข้าพเจ้าบีบ 2-3 ครั้ง รับสั่งว่า ขอบใจหลวงโหมมาก อีก 2-3 วันเราคงได้พบกันต่อจากนั้น หลวงเวหนก็เหินเครื่องบินเหินขึ้นอากาศไป...จบสิ้นภารกิจสำคัญส่งเสด็จแล้ว12 ปีต่อมา พ.ศ.2488 ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ต้องคดีการเมืองทุกรุ่น ทั้งที่ถูกคุมขังอยู่ในประเทศ และที่หลบลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศนาย “หนหวย” บันทึกว่า มีผู้ลี้ภัยเสียชีวิตในเขมรและเวียดนามใต้ 5 ท่าน ท่านแรก พันเอกพระยาไชยเยนทร์ฤทธิรงค์ (อึ่ง โพธิกนิษฐ์) เจ้าของบ้านพักนครราชสีมา ที่ใช้เป็นที่ประชุมคณะผู้นำกู้บ้านกู้เมืองและ ฯลฯส่วนพระองค์เจ้าบวรเดชกับพระชายา ทรงมีกิจการโรงงานย้อมผ้าและแพรอยู่ในกรุงไซ่ง่อน ได้เสด็จกลับไทยโดยทางรถยนต์เข้ามาทางอรัญประเทศ เมื่อ 12 พ.ค.2492 หลังจากลี้ภัยไปถึง 16 ปีรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ถวายพระเกียรติและอำนวยการต้อนรับ ส่ง พลโทกาจ กาจสงคราม รอง ผบ.ทบ. และ ร.อ.พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร ไปรับเสด็จที่ชายแดนส่วนหลวงโหมรอนราญ นายทหารรักษาพระองค์ รัฐบาลอนุมัติให้เข้ารับราชการกรมตำรวจ ใช้ความรู้ภาษาเวียดนามดูแลปัญหาญวนจนเกษียณในยศ พ.ต.ท.พลเอกบัญชร จบเรื่องนี้ว่า...จากสมรภูมิแห่งทุ่งบางเขน จนถึงชายแดนเขมร หลวงโหมรอนราญกับเพื่อนเหล่าอาชาไนยจากสระบุรีและนครราชสีมา ได้ปฏิบัติภารกิจของพวกเขาสำเร็จแล้ว สมดังคำปฏิญาณของเหล่าทหารม้าเราจะรบเคียงไหล่ เราจะตายเคียงกัน สมดังคำปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพลยามประจัญบาน แขวนชีวิตบนอาน เรียงหน้ากระดาน ปราบผู้รุกรานให้พ้น...กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม