ก้าวข้ามโลกสู่เวทีใหญ่เพื่อร่วมประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ถือเป็นการเปิดตัวระดับนานาชาติครั้งแรกของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทยก็ต้องบอกว่าเป็นการออกตัวระดับอภิมหาเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะต้องเจอกับผู้นำประเทศต่างๆแล้วยังต้องพบปะกับบรรดานักธุรกิจระดับโลกที่แวดล้อมไปด้วยสื่อมวลชนยักษ์ใหญ่พร้อมจะทำให้การเปิดตัวอึกทึกคึกโครมภายในชั่วพริบตาพูดง่ายๆว่าไปทีเดียวคุ้มค่าแน่นอนว่าฐานะของประเทศไทย ซึ่งแม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่ในยุทธภูมิที่สำคัญ ซึ่งประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ต้องการผูกสัมพันธไมตรีไม่ไปยุ่งกับเขา...เขาก็ต้องมายุ่งอยู่ดีแน่นอนว่าได้พบกับ “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นำชาติตะวันตก ซึ่งมีอิทธิพลมากสุดในโลก ซึ่งคงยินดีที่ไทยได้ผู้นำคนใหม่มาจากประชาธิปไตยเต็มรูปแบบอย่างที่พยายามอุปโลกน์ ว่าเป็นระบบที่เยี่ยมสุดในโลกต่างกับผู้นำคนเก่าของไทยที่มาจาก “ทหาร” ยึดอำนาจก็คงไม่แปลกที่สหรัฐฯจะมั่นใจว่านี่คือพวกเดียวกันไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจากไหน?พื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐฯนั้นแนบแน่นมาอย่างยาวนาน แต่ระยะหลังห่างกันไปบ้างนั่นเพราะนโยบายต่างประเทศยืนอยู่บนฐานความเป็นกลางมากกว่าอดีตที่ค่อนข้างจะเป็นเบี้ยล่างยอมทุกอย่างแม้การใช้ไทยเป็นฐานทัพในสงครามอินโดจีนก็ทำมาแล้วรวมถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน ซึ่งเป็นศัตรูร่วมโลกระหว่างกัน นั่นทำให้สหรัฐฯมีอิทธิพลลดน้อยลงไปเชื่อว่าจากนี้ไปสหรัฐฯคงจะกระชับความแนบแน่นเพิ่มมากขึ้น เพราะสถานการณ์โลกในปัจจุบันนั้นค่อนข้างจะตึงเครียดล่อแหลมที่จะนำไปสู่สงครามใหญ่ได้ดังนั้นประเทศในกลุ่มอาเซียนจึงเป็นเป้าหมายที่ประเทศยักษ์ใหญ่จากทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ต้องการเข้ามามีอิทธิพลเป็นอย่างมากอย่างฟิลิปปินส์ที่ได้ผู้นำคนใหม่ ซึ่งมีสายสัมพันธ์เก่าตั้งแต่รุ่นพ่อของเขา ทำให้สหรัฐฯรุกคืบเข้าไปอย่างเต็มที่ด้วยการขยายฐานทัพให้ทรงอานุภาพมากขึ้นนี่เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยต้องเตรียมรับมือกับการรุกคืบของสหรัฐฯอย่างชาญฉลาด หลังกลับจากสหรัฐฯคราวนี้ได้เจอแน่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการที่จะเดินทางไปเยือนจีนเป็นประเทศต่อไป จึงเป็นแผนงานที่ถูกต้องและสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นจริงอย่างน้อยก็มีเหตุผล เพื่อแนะนำตัวและเชื่อมสัมพันธไมตรีที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำคนใหม่ ถือว่าถูกที่ถูกเวลาเพราะจีนก็ต้องจับตามองความเป็นไปของไทยที่ได้ผู้นำคนใหม่การรักษาระยะห่างระหว่าง 2 ขั้วอำนาจใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ต้องการมีอิทธิพลเหนือไทยทั้งสิ้นจึงต้องใช้ “ยุทธศิลป” ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างแยบยล!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ "กล้าได้กล้าเสีย" เพิ่มเติม