หลังจากนี้ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล คงใช้เวลาว่างนั่งคิดว่าจะปรับ ครม.แบบไหนอย่างไร เพื่อรับมือกับ สถานการณ์ การเมืองที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะปัญหาที่ล้อกับสถานการณ์บ้านเมือง การเข้ามาครอบครองที่ดินและธุรกิจของคนต่างด้าว ที่กระทบไปถึงปัญหาสังคมและความมั่นคงในประเทศ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้พยายามที่จะตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เช่น การเนรเทศคนต่างด้าว หรือการเอาจริงเอาจังกับคนต่างด้าว ที่ทำธุรกิจในประเทศไทยทั้งโดยตรงและผ่านนอมินี ชนิดเข้มข้นอย่างไรก็ตาม ในแง่ของข้อกฎหมายที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยจากการประชุมร่วมกันระหว่าง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ กับ พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ยกระดับการปราบปรามนอมินี โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการปกครอง และกรมที่ดิน ออกมาตรการเพิ่มเติม ป้องกันไม่ให้นอมินีถือครองที่ดิน มีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเพื่อปิดช่องว่างการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจและการถือครองที่ดินของไทย เป็นนโยบายเชิงรุกในการสกัดนอมินีและลดปัญหาสะสมจากการลงทุนของต่างชาติในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะเป็นผลดีสำหรับการลดปัญหานอมินีและการสร้างความมั่นใจของการลงทุนใหม่ๆนอกจากหน่วยงานที่ว่ามาแล้วยังขอความร่วมมือจาก สตช. ดีเอสไอ ปปง. ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด บีโอไอ และ กนอ. เป็นต้น พบการถือครองอสังหาริมทรัพย์และอาคารชุดโดยนิติบุคคล 144,706 ราย เนื้อที่รวม 4,504,926.88 ไร่ แบ่งเป็นนิติบุคคลไทย ถือครองโฉนดที่ดิน 87,265 ราย รวม 963,488 แปลงเนื้อที่รวม 3,440,661.50 ไร่ นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมทุนถือครองโฉนดที่ดิน 36,277 ราย รวม 305,838 แปลง เนื้อที่ 1,064,265.38 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนตั้งแต่ 0.01-49% จำนวน 31,516 ราย 287,176 แปลง เนื้อที่ 901,596.92 ไร่ นิติบุคคลที่มีต่างด้าวร่วมลงทุน 49.1-99.99% จำนวน 1,311 ราย ถือครองโฉนดที่ดิน 8.633 แปลง เนื้อที่ 59,077.06 ไร่ และนิติบุคคลที่ต่างด้าวลงทุน 100% 3,450 ราย ถือครองโฉนด 10,029 แปลง เนื้อที่รวม 103,591.40 ไร่ โดยที่กฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบการมี 8 ธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ธุรกิจบริการโทรคมนาคม ธุรกิจศูนย์บริหารการเงิน ธุรกิจการให้กู้ยืม ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทนการค้า กลุ่มที่ 2 ธุรกิจการจัดการด้านงานธุรการ ทรัพยากรบุคคลเทคโนโลยี ธุรกิจการรับค้ำประกันหนี้ ธุรกิจการให้เช่าพื้นที่บางส่วนติดตั้งเครื่อง อิเล็กทรอนิกส์ให้บริการทางการเงินเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งมีการใช้ช่องว่างของกฎหมายในการประกอบธุรกิจที่นอกเหนือไปจากนี้การปราบปรามนอมินีต่างด้าวที่ต้องระวังจะ กลายเป็นดาบสองคมและเป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางธุรกิจ ถือโอกาสปล่อยข่าวว่ามีนักลงทุนสีเทาเข้ามาสร้างผลกระทบเชิงลบกับเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทย เช่น ระบุว่า เนสท์เล่บริษัท ผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลกที่อยู่คู่กับประเทศไทยมานาน ซึ่งปีนี้ประกาศลงทุนเพิ่มในไทยอีกเกือบ 30,000 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานผลิตกาแฟและขยายโรงงานผลิตอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงเพื่อส่งออก โดยมีการใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรในประเทศและจ้างแรงงานหลายร้อยตำแหน่ง อาศัยสถานการณ์ร้อนบ้านเมืองถูกผู้ไม่หวังดีไปแจ้งความเอาผิดในการลงบัญชีบริษัทและถึงขั้นปล่อยข่าวลือเป็นธุรกิจของชาวอิสราเอลไปโน่น การที่รัฐจะกำจัดนอมินีที่ผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่ชอบธรรม แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้บริสุทธิ์ด้วยระวังจะเสียค่าโง่ เอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม