สังคมไทยในยุคปัจจุบัน วนเวียน อยู่กับข่าวคาววงการผ้าเหลืองอยู่เนืองๆ นับตั้งแต่เรื่องสีกา เงินบริจาคเรี่ยไร...หลักร้อยล้าน ไปจนถึงขบวนการอลัชชีที่ใช้ร่มกาสาวพัสตร์เป็นเกราะกำบังหากินบนความศรัทธาของประชาชน จนเกิดคำถามซ้ำซากในใจพุทธศาสนิกชนคนไทยว่า...แล้วตกลงเราจะแยกแยะ “พระแท้” กับ “พระปลอม” ได้อย่างไร?หากยืนกราบไหว้ทำบุญอยู่แค่ฉาบๆฉวยๆ หรือใส่บาตรแค่หน้าบ้านตอนเช้า ต่อให้เป็นเซียนพระเครื่องตาเพชรแค่ไหน ก็ไม่มีวันมองออกว่าพระรูปนั้นเป็น “เนื้อแท้” หรือ “เนื้อเก๊” เพราะฉากหน้าที่ถูกสร้างขึ้น ภาพลักษณ์ที่ผ่านการปั้นแต่ง วาจาที่ฉาบด้วยธรรมะปลอมๆ ล้วนแนบเนียนจนแยกไม่ออกด้วยตาเปล่าปราชญ์ชาวบ้านและผู้ปฏิบัติธรรมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากอยากรู้ซึ้งถึงแก่นแท้ว่าพระรูปใดเป็นของจริง มีทางเดียวคือ “ต้องเข้าไปบวชและสัมผัสใกล้ชิด”เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เข้าไปใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่หลังกุฏิ 24 ชั่วโมง ความลับไม่มีในโลก ความจริงจะปรากฏชัดเจนยิ่งกว่าดูละครหลังข่าว “พระปลอม” หรือพระที่บวชมาเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ มักจะเผลอแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาให้เห็นในยามลับตาคนทั้ง...กิริยาอาการที่กระฟัดกระเฟียด ความโลภที่ซ่อนไม่มิด ความอยากได้อยากมีในวัตถุกำลังทรัพย์ หรือแม้แต่การละเลยพระวินัยข้อเล็กๆน้อยๆ ด้วยความมักง่าย?ตรงกันข้ามกับ “พระแท้” ของจริง พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ยามเผลอหรือยามมีคนจ้องมอง ท่านกลับมีความระมัดระวังตัวในทุกย่างก้าว ความระมัดระวังตัวของพระแท้นั้น...ไม่ใช่ความหวาดระแวง แต่เป็น “สติและหิริโอตตัปปะ” (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา“พระแท้จะไม่กล้าแม้แต่จะทำลายศรัทธาของญาติโยม ท่านสำรวมระวังตั้งแต่การก้าวเดิน การทอดสายตา การพูดจา ไปจนถึงการรับปัจจัยหรือสิ่งของต่างๆ เพราะท่านตระหนักดีว่าผ้าที่ห่มอยู่นี้คือธงชัยของพระอรหันต์ การทำตัวให้ด่างพร้อยเพียงนิดเดียว หมายถึงการทำลายพระศาสนาทั้งยวง”เมื่อเข้าไปบวชและคลุกคลี เราจึงได้เห็นความต่างอย่างสุดขั้ว พระปลอมมักกล้าทำอะไรตามใจชอบเพราะคิดว่าไม่มีใครเห็น แต่พระแท้กลับกลัวแม้กระทั่งเงาของตัวเอง เพราะท่านกลัวความผิดพลาดที่จะกระทบต่อพระธรรมวินัยดุจดั่งประโยคที่ว่า “พระแท้ระวังทุกย่างก้าว พระปลอม! ก้าวสติหลุด” เป็นการเปรียบเทียบความต่างของจิตใจและพฤติกรรมระหว่างพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ (ของจริง) กับพระที่อาศัยผ้าเหลืองบังหน้าเพื่อผลประโยชน์ (ของเก๊) ผ่านการสังเกตอิริยาบถที่ละเอียดอ่อนหากจะเทียบเคียงกับ “วงการพระเครื่อง” ปราชญ์ผู้ปฏิบัติธรรมรายเดิมชี้มุมมองที่แหลมคมเอาไว้ว่า มีความละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะในขณะที่พระภิกษุใช้ “สติและศีลวินัย” เป็นเครื่องกำกับกิริยา การดู “พระเครื่องแท้กับพระเก๊” ก็ต้องอาศัย “สติปัญญา ความรู้ และความละเอียดรอบคอบ”ในระดับที่เฉียบคมไม่แพ้กัน ยิ่งในปัจจุบันที่ฝีมือการทำเก๊พัฒนาไปไกลจนน่ากลัว การแยกแยะจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สามารถใช้หลักการสำคัญเทียบเคียงกันได้...“พระแท้ระวังทุกย่างก้าวเท่ากับพระเครื่องแท้ที่ธรรมชาติความเก่าและพิมพ์ทรงต้องเป๊ะทุกมุมมอง”ความหมายในวงการพระซึ่งก็คือ...พระแท้ผ่านกาลเวลามานานนับสิบหรือนับร้อยปี เนื้อ มวลสาร ความหดตัว รอยเหี่ยวย่น คราบความเก่า และรอยธรรมชาติ เช่น รอยยุบ ย่น แยก แยกแยะตามเนื้อโลหะหรือเนื้อผง จะมีความนิ่งและเป็นธรรมชาติอย่างลงตัว เหมือนพระแท้ที่ระวังทุกย่างก้าว พระแท้ในทางนี้จะ “ไม่มีจุดพลาด” เมื่อส่องดูด้วยกล้องขยาย ทุกมิติ ทุกเหลี่ยมมุม และร่องรอยการยุบตัวจะสอดรับกันหมด ไม่มีร่องรอยการทำปลอมที่ดูฝืนธรรมชาติ ความเก่าไม่ได้เกิดจากการแกล้งทำ...รมควันทาด้วยน้ำยา หรือขูดขีดแต่เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติที่ลอกเลียนแบบได้ยากยิ่งประเด็นต่อมา “พระปลอมก้าวสติหลุดเท่ากับพระเก๊ที่มักจะ...พลาดในจุดตาย หรือดูฝืนธรรมชาติ” ความหมายในวงการพระ...พระปลอมต่อให้ฝีมือดีแค่ไหน พยายามถอดพิมพ์หรือหล่อเลียนแบบให้เหมือนแค่ไหน แต่มักจะ “หลุด” ในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเสมอที่เซียนพระเรียกว่า หลุดจุดตาย หรือผิดธรรมชาติ“พระเก๊” มักจะตึงเกินไป เบลอเกินไป หรือพยายามทำให้เก่าจนดูเลอะเทอะอย่างไร้ทิศทาง เช่น เนื้อผงอาจจะแกร่งหรือนุ่มผิดสำนัก เนื้อโลหะรอยตะเข็บหรือรอยแต่งตะไบผิดยุค หรือพิมพ์ทรงเพี้ยนไปจากมาตรฐานสากล เพราะขาดความเข้าใจในหลักการสร้างพระสมัยโบราณ เหมือนคนทำของปลอมที่รีบร้อนและเผลอทำพลาดในจุดที่ผู้ชำนาญการมองปราดเดียวก็รู้ว่า “สติหลุด” ...ผิดธรรมชาติถึงตรงนี้ให้รู้เป็นเครื่องตอกย้ำเตือนใจเอาไว้ว่า หากจะดูพระเครื่องให้ขาด ไม่ตกเป็นเหยื่อของเซียนเก๊หรือพระสนาม ต้องใช้คาถา 3 ประการเทียบเคียงกับหลักธรรม...แม่พิมพ์ต้องถูกต้อง (พุทธศิลป์และพิมพ์ทรง) เปรียบเสมือนวินัยและข้อวัตรปฏิบัติของพระแท้ พิมพ์ต้องแม่นยำ ไม่เพี้ยนธรรมชาติความเก่าต้องถึง (เนื้อหาและมวลสาร)...เปรียบเสมือนจริยวัตรที่กลั่นกรองมาจากข้างใน ความเก่าต้องเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การแต่งเติมขึ้นมาใหม่...ความรู้และสติของผู้ส่อง เหมือนการจะดูพระภิกษุให้รู้แจ้งต้องเข้าไปสัมผัสใกล้ชิด การดูพระเครื่องก็ต้องอาศัยการศึกษา คลุกคลี ส่ององค์จริงบ่อยๆจนเกิด “ตาเนื้อและตาใจ” ที่แม่นยำ ไม่โลภไปตามราคาหรือกระแสลมปาก ฉะนั้น...ทั้งในวงการสงฆ์และวงการพระเครื่อง สัจธรรมข้อหนึ่งที่ใช้ได้เสมอคือ “ของแท้มีความนิ่งและทนทานต่อการพิสูจน์ ส่วนของปลอมมักมีรอยแผลที่ฟ้องตัวเองเสมอเมื่อถูกจับจ้องอย่างพินิจพิเคราะห์”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม