กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ “ฤดูร้อนประจำปี 2566” ที่ปีนี้อากาศจะร้อนถึง 40–43 องศาฯ ช่วงปลายเดือน มี.ค.–เม.ย.ในภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีโอกาสเกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก อันจะก่อให้เกิดความสูญเสีย ทั้งชีวิตและทรัพย์สินตามมาได้สาเหตุฤดูร้อนปีนี้อากาศอบอ้าวติดต่อกันหลายวันนำไปสู่การเกิด ฝนฟ้าคะนองขึ้นนี้ ว่าที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาฝ่ายบริหาร บอกว่า เดือน เม.ย.จะเป็นช่วงอากาศร้อนจัดที่สุดในรอบปีนี้อุณหภูมิเกินกว่า 40 องศาฯหลายพื้นที่ เช่น จ.เพชรบูรณ์ ลำปาง เลย หนองคาย หนองบัวลำภู มุกดาหาร ลพบุรีถ้าเปรียบเทียบ “อุณหภูมิสูงสุดรอบ 72 ปี” เช่นในพื้นที่ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน เคยมีอุณหภูมิสูงสุด 44.6 องศาฯ วันที่ 28 เม.ย. 2559 จ.สุโขทัย อุณหภูมิ 44.5 องศาฯ วันที่ 12 เม.ย. 2559 อุณหภูมิ 44.3 องศาฯ วันที่ 11 พ.ค.2559 จ.อุตรดิตถ์ อุณหภูมิ 44.5 องศาฯ วันที่ 27 เม.ย. 2503 จ.ลำปาง อุณหภูมิ 44.2 องศาฯ วันที่ 18 เม.ย. 2562สาเหตุจากปี 2559 เป็นปีแห่งการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังแรงส่งผลให้อุณหภูมิในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยสูงกว่าค่าที่เคยตรวจวัดได้ในอดีต เช่นเดียวกับปี 2562 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วงกลางปีก็เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังอ่อน อันเป็นปัจจัยหนึ่งให้หลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงในปีนั้น แต่ในปี 2564 “เกิดปรากฏการณ์ลานีญากำลังปานกลาง” ทำให้มีปริมาณฝนสูงผิดปกติในเดือน เม.ย. ส่งผลให้อากาศไม่ร้อนอบอ้าว และปี 2565 ลานีญาอ่อนกำลังลงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แล้วคาดว่าปรากฏการณ์ เอลนีโญจะค่อยๆเพิ่มกำลังกลับมาอีกครั้งในปลายปีนี้ตอกย้ำด้วย “ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลก” ทำให้ประเทศไทยได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่จะเกิดขึ้น 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกในเดือน เม.ย.-พ.ค.2566 “ดวงอาทิตย์” จะโคจรอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากเริ่มจาก อ.เบตง จ.ยะลา ตรงกับวันที่ 4 เม.ย. เวลา 12.19 น. แล้วโคจรแนวตั้งฉากไปตามพื้นที่ต่างๆของประเทศไทยเช่น จ.ภูเก็ต ดวงอาทิตย์ตั้งฉากในวันที่ 10 เม.ย. เวลา 12.28 น. จ.ชลบุรี วันที่ 26 เม.ย. เวลา 12.14 น. กรุงเทพฯ วันที่ 27 เม.ย. เวลา 12.16 น. จ.อุบลราชธานี วันที่ 2 พ.ค. เวลา 11.58 น. จ.ขอนแก่น วันที่ 6 พ.ค. เวลา 12.05 น.ไล่ลำดับขึ้นเหนือมาเรื่อยๆ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 15 พ.ค. เวลา 12.21 น. ก่อนสิ้นสุดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย วันที่ 22 พ.ค. เวลา 12.17 น. ส่วนครั้งที่ 2 ดวงอาทิตย์จะโคจรเริ่มจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย วันที่ 21 ก.ค. เวลา 12.27 น. โคจรมาตั้งฉากกับพื้นที่ต่างๆของไทยสิ้นสุดที่ทางใต้ที่ อ.เบตง จ.ยะลา ตรงกับวันที่ 8 ก.ย. เวลา 12.14 น.ข้อสังเกต “ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก” มักอยู่ในตำแหน่งเหนือศีรษะพอดี “หากยืนกลางแดดเงาจะตกอยู่ใต้เท้าพอดี” แต่การที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากนี้ “อุณหภูมิจะสูงที่สุดหรือไม่นั้น” อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม และความร้อนสะสมในบรรยากาศก็อาจส่งผลต่ออุณหภูมิได้เช่นกัน ร.ต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัยเท่าที่ดูย้อนหลังช่วง 2-3 ปีมานี้ “เวลาดวงอาทิตย์ตั้งฉาก” ส่วนใหญ่มักมีเมฆลมปกคลุมเสมอ “บางครั้งเกิดฝนฟ้าคะนองก็มี” กลายเป็นปัจจัยแทรกให้สภาพอากาศไม่ร้อนอย่างที่คาดการณ์ เช่นในปีที่แล้วดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ วันที่ 27 เม.ย. เวลา 12.16 น. ปรากฏว่ามีเมฆปกคลุมทำให้อุณหภูมิไม่ถึง 40 องศาฯด้วยซ้ำ“ตามทฤษฎีดวงอาทิตย์ตั้งฉากนั้นเป็นช่วงการรับพลังงานดวงอาทิตย์เต็มที่ที่สุดแต่อาจไม่ใช่วันร้อนที่สุด ยกเว้นบริเวณนั้นท้องฟ้าไม่มีเมฆ ไม่มีฝน มีลมอ่อน ทั้งหย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมเกิดอากาศร้อนอบอ้าวหากยิ่งปกคลุมนานหลายวันก็จะเกิดอากาศร้อนจัดเกิน 42 องศาฯ แน่นอน” ว่าที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์ว่าทว่าลักษณะนี้ “อากาศร้อนจัดเกิน 40 องศาฯ” ส่วนใหญ่จะมีผลต่อ ปัจจัยเสี่ยง 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ เรื่องแรก...“ด้านสุขภาพ” ด้วยโรคที่มากับอากาศร้อนมีหลายโรคแล้วที่มักเกิดขึ้นกับสภาพอากาศร้อนจัดอย่างเช่น “โรคฮีตสโตรก” ที่เกิดจากร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป ทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศาฯข้อสังเกตของอาการเบื้องต้น อย่างเช่นเมื่อยล้า อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หน้ามืด ในระยะถัดมาอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และรูขุมขนจะปิดไม่สามารถระบายเหงื่อได้ “บางรายถึงขั้นชักกระตุก และหมดสติ มีไข้สูง ตัวร้อนมาก” ส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต และระบบสมองตามมา ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องทันที “หัวใจอาจหยุดเต้น และถึงแก่ชีวิตได้” เช่นนี้ควรดูแลร่างกายด้วยการไม่อยู่กลางแจ้งนานเกินไป “โดยเฉพาะผู้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป” อย่างเช่น 1.ผู้ที่ทำงาน หรือทำกิจกรรมกลางแดด 2.เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เพราะร่างกายไม่อาจระบายความร้อนได้ดีเท่าคนหนุ่มสาวกลุ่มที่ 3.ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง 4.ผู้มีน้ำหนักตัวมาก 5.ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอจะตอบสนองความร้อนได้รับช้ากว่าปกติ 6.ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเกลือแร่สูงแล้วแอลกอฮอล์จะดูดซึมเข้าเลือดได้เร็วออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจสูบฉีดเลือดเร็วแรงก่อให้เกิดความดันโลหิตสูง “หัวใจทำงานหนัก” เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอาจทำให้ช็อกเสียชีวิต คำแนะนำสำหรับ “ผู้อยู่กลางแดดจัด” ควรสวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อนระบายความร้อนได้ดี ดื่มน้ำมากๆ และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดถัดมาเรื่องที่สอง...“ด้านความเสี่ยงจากพายุฤดูร้อน” มักจะเกิดจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าวติดต่อกันหลายวัน แล้วมีมวลอากาศเย็น หรือที่เรียกว่าความกดอากาศสูงพัดมาปะทะกับมวลอากาศร้อน หรือความกดอากาศต่ำ ทำให้อากาศบริเวณนั้นแปรปรวนรุนแรงกลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองขึ้นตามมานั้น ส่วนใหญ่มักเกิดช่วงกลางเดือน ก.พ.-พ.ค.ของทุกปี “พายุฤดูร้อน” จะทำให้การหมุนเวียนของอากาศแปรปรวนอย่างรวดเร็ว “สาเหตุเกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก” มีลมแรง ฟ้าแลบฟ้าผ่า หรือมีลูกเห็บตกด้วย “อิทธิพลของพายุฤดูร้อน” มักจะตกไม่นานเกิดขึ้นเพียง 15-30 นาทีในพื้นที่แคบๆ 10-20 ตารางกิโลเมตรแต่ว่ามีความเร็วลมแรงสูงสุด 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อฝนหยุดตก แล้วบางครั้งอาจทำให้เกิดความเสียหายบริเวณที่พายุพัดผ่านนั้น จึงต้องเฝ้าระวังติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดในจังหวัดที่มีอากาศร้อนจัดทางภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคอีสาน ตามการพยากรณ์เบื้องต้นมี 2 ช่วง คือช่วงแรกวันที่ 3–6 เม.ย.2566 จะเกิดพายุฤดูร้อน ในภาคอีสาน ภาคตะวันออก ช่วงที่ 2 ในวันที่ 7–10 เม.ย. โดยเกิดขึ้นบริเวณประเทศไทยตอนบน เริ่มทางภาคอีสาน และภาคตะวันออกก่อนสิ่งที่น่ากังวลคือ “ช่วงเกิดฝนมักมีฟ้าคะนอง” ที่ต้องอันตรายจากฟ้าผ่า สาเหตุของการเสียชีวิต โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงไม่ควรห้อยกระดิ่งเป็นโลหะหรือเลี้ยงสัตว์ไว้ใกล้ต้นไม้ใหญ่ เพราะต้นไม้หรืออาคารสูงเป็นประจุไฟฟ้ามีโอกาสวิ่งมาเจอกันได้เร็วที่สุด เช่นเดียวกับ “คน” ถ้าอยู่ใกล้สิ่งเหล่านี้ก็จะมีความเสี่ยงถูกฟ้าผ่าทางอ้อมได้ด้วยแล้วหลายกรณี “ผู้ใช้โทรศัพท์ระหว่างฝนตกมักถูกฟ้าผ่า” แม้นักวิชาการจะบอกว่าโทรศัพท์มือถือไม่นับเป็นสื่อล่อฟ้าก็ตาม แต่เพื่อความปลอดภัยควรปิดโทรศัพท์ไว้จนกว่าฝนฟ้าคะนองจะผ่านพ้นไปดีที่สุดส่วนสำหรับ “ภาคใต้” ปลายเดือน มี.ค. ถึงปลายเดือน เม.ย. จะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ คลื่นลมทะเลอันดามันและอ่าวไทยสูง 1-2 เมตร จนถึงกลางเดือน พ.ค.จะมีฝนตกชุกหนาแน่นเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ คลื่นลมทะเลอันดามันสูง 2-3 เมตร ส่วนทะเลอ่าวไทยสูง 1-2 เมตรสุดท้ายย้ำว่า ฤดูร้อนจะสิ้นสุดเดือน พ.ค.2566 “เข้าสู่ฤดูฝน” แต่ปีนี้ปรากฏการณ์ลานีญาไม่มีแล้วปลายปีจะเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญ “ประเทศไทย” จะมีฝนน้อยกว่าค่าปกติ “พี่น้องเกษตรกร” ควรวางแผนรับมือกักเก็บสำรองน้ำไว้ใช้เพาะปลูก และติดตามกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง.