ไปไหว้พระปรางค์ ไหว้พระวัดอรุณฯก็หลายครั้ง...เผลอปลื้มพระพุทธรูป เพลินกับตุ๊กตาศิลา เครื่องอับเฉาถ่วงเรือสำเภาจากจีน...จนลืมเรื่องรูปปั้น นายนก นายเรือง ตัดหัวเชือดคอบูชาพระไปทุกครั้งตอนนี้ อ่านหนังสือ หาความรู้นำร่องไว้ก่อน...ในหนังสือศาลไทยในอดีต (สำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2551) หัวข้อ ตัดศีรษะบูชาพระ คุณประยุทธ สิทธิพันธ์ ค้นคว้ามาเขียนไว้ว่าประกาศการถือศาสนาแลผู้ที่ถือผิดของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีมะเมีย สัมฤทธิศก สาระสำคัญอยู่ที่เรื่องเกี่ยวกับศาสนาและลัทธิบูชายัญ...ความว่าด้วยได้ฟังคำเล่าลือ แลได้ฟังคำพระสงฆ์บางรูปที่ไม่ได้เล่าเรียน ศึกษาพระไตรปิฎกธรรมให้รู้จริง มาเทศนาเลอะๆลามๆ พรรณนาสรรเสริญว่าเป็นบุญกุศลมาก แล้วหลงใหลเห็นตามไปเหมือนอย่างเผาตัวบูชาพระรัตนตรัย แล้วเชือดคอเอาศีรษะบูชาพระ เชือดเนื้อรองเลือดใส่ตะเกียงตามบูชาแลทำการอื่นที่ขัดต่อการราชการแผ่นดินก็ดี มีโดยชุกชุมเหมือนอย่างสามเณรสุก เผาตัวที่วัดหงสาราม นายนกเผาตัวบูชาพระที่หน้าพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามแลนางชีผู้หนึ่งเผาตัวบูชาพระพุทธบาท เป็นตัวอย่างเห็นกันอยู่ทั่วกัน ดังนี้ผู้ครองแผ่นดินที่เป็นธรรม แลท่านเป็นคนฉลาดทั้งปวง ไม่เห็นว่าเป็นความดีความชอบด้วยเลย แต่ศาสนาหนึ่ง เห็นว่าไม่ใช่ทางคนฉลาด เป็นหนทางคนเสียจริตแลคนที่ใกล้จะเสียจริตนักปราชญ์ได้ค้นหาในคัมภีร์ ที่ควรเชื่อได้ว่าเป็นพระบาลีพุทธภาษิต หรือสาวกภาษิตในศาสนา ก็ไม่พบเห็นเลยแต่สักแห่งหนึ่ง ว่าการกระทำอย่างนั้นเป็นบุญเป็นกุศลถึงจะมีในหนังสือแปลร้อยที่พระสงฆ์ซุ่มซ่ามเทศนา ลวงสัปบุรุษที่โง่ๆตื่นๆให้นับถืออยู่บ้างก็ดีเมื่อพิเคราะห์ดูจริงๆ ก็เห็นว่าไม่ใช่สำนวนในพระศาสนา อย่าให้ใครฟังเอาเป็นตัวอย่างเลยเป็นอันขาดซึ่งในพระวินัยบัญญัติก็ให้ห้ามไว้ มิให้สงฆ์ชักชวนคนให้ฆ่าตัว ถ้าพระสงฆ์ใดชักชวนมนุษย์ให้ตายด้วยวจีประโยค ก็เป็นปาราชิกเพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้สืบไป อย่าให้ใครเผาตัวบูชาพระ ตัดศีรษะบูชาพระ เชือดเนื้อรองโลหิตตามตะเกียงบูชาพระ ถ้าผู้ใดได้รู้เห็นแล้วดูดายเสีย ไม่ว่ากล่าวห้ามแย่งชิงเครื่องศัสตราวุธ หรือไม่ช่วยตัดเชือกก็ดีจะให้ผู้นั้น เสียเบี้ยปรับตามรังวัด ถ้าผู้รู้เห็นอยู่ในที่ใกล้เรื่องตัดหัว เชือดคอรองเลือดบูชาพระฯ เกิดขึ้นก่อนสมัย ร.4 จน ร.4 ท่านต้องมีพระราชโองการห้ามช่วงเวลาสามปีที่โควิด-19 ระบาดหนัก เรื่องนี้คุณสุภชัย วีระภุชงค์ เจ้าสัวทิฟฟี่ คุยให้ฟังเอง ตอนถูกกักตัว 14 วัน ทั้งเจ้าสัว ทั้งลูกน้อง ตอนแรกก็นั่งมองๆหน้ากันบังเอิญเจ้าสัว เป็นคนหัวก้าวหน้าเข้าวัดฟังธรรม...ตั้งสติสอนลูกน้อง ให้นั่งภาวนา ทำสมาธิเจ้าสัว สอนอานาปานสติ ให้ลูกน้องนับลมหายใจ...ภาษาชาววัดเรียก “วิตก” เริ่มคุมลมหายใจได้ เรียก “วิจาร”เมื่อเข้าสู่สมาธินานๆ ก็ออกดอกออกผล เป็นปีติ คือความอิ่มใจ ตามด้วย “สุข” นิ่งอยู่กับความสุข ควบคุมให้นิ่งได้นาน และ นาน จนรวมศูนย์ใจเป็น “หนึ่ง” คือ “เอกัคคตา”ต่อจากนั้น เจ้าสัวก็สอนให้เรียนรู้วางจิต “อุเบกขา” รวมความได้ นี่คือฌานที่ 1ผมฟังถึงแค่นี้ก็ดีใจ...ไม่เสียแรงเกิดในร่มเงาพระพุทธศาสนา...เมื่อชีวิตเข้าจุดคับขัน การถูกกักตัว 14 วัน สำหรับบางคนก็คือการถูกขัง...ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะควบคุมใจให้นิ่ง และสงบหากจะว่ากันไป นี่คือคุณของพระพุทธศาสนา สมัยนี้แม้มีแบบมูเตลู ชอบเรื่องขลังเรื่องศักดิ์สิทธิ์ไหว้เจ้าไหว้ผีอยู่บ้าง ถือเสียเป็นน้ำจิ้มเมื่อเข้าวัดแล้ว บุญมีวาสนามา วันหนึ่งก็เข้าถึงธรรมะเนื้อแท้ได้เอง!กิเลน ประลองเชิง