เรื่องราวของพระอินทร์ ที่ผมอ่านจาก “ภรตวิทยา” (เรืองอุไร กุศลาศัย สำนักพิมพ์ศยาม พ.ศ.2547) เริ่มต้นว่า ตอนกลุ่มเผ่าชนอารยัน ผู้มีฝีมือในการผจญภัย รบบุกเบิกจากอิหร่านมาถึงอินเดีย ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพระวรุณในอินเดียดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำเจ็ดสาย พวกเขาเริ่มเห็นว่า พระวรุณ เทพเจ้าแห่งน้ำฝนองค์เดียว ที่เขานับถือไม่เพียงพอต่อความต้องการชีวิตท่ามกลางกิจกรรมใหม่ๆ พวกเขาเริ่มอยากได้ พระเอกคนใหม่ ซึ่งมีชีวิตชีวาและฝีไม้ลายมือในการสู้รบ และไม่นานเขาก็ได้ “พระอินทร์”ต่อมาพระเอกก็เลื่อนฐานะ เป็นเทพเจ้าแห่งสงครามประจำชาติ นี่คือรอยแยกในประวัติศาสตร์ ระหว่างศาสนาแห่งยุคพระเวทในอินเดีย กับศาสนาของชาวอิหร่านยุคโบราณพระอินทร์ เป็นพระเอกชูโรง ก่อให้เกิดเทพนิยายตามมามากมายเทพนิยายเรื่องแรก พฤตาสูร ขโมยวัว ขโมยน้ำฝน และขโมยเอาแสงสว่างของมนุษย์ไปกักขังไว้ ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ในมนุษยโลก ร้อนถึงพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ในปวงเทพ ยกกองทัพไปปราบปรามจนอสูรร้ายสิ้นชีพนับแต่นั้นมาการกระทำใดที่แสดงถึงความแกล้วกล้าสามารถ มีลักษณะพิเศษที่มนุษย์ธรรมดาสามัญ ไม่สามารถทำได้ ก็ถูกถวายให้เป็นของพระอินทร์พระอินทร์ถูกยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งฝนผู้มีวัชระ (สายฟ้า) หรือกระบองเพชรเป็นอาวุธ ทั้งยังได้ตำแหน่งสูรยเทพ ปราบยักษ์ร้ายแห่งเหมันตฤดูผู้ศึกษาคัมภีร์พระเวท เริ่มสังเกตเห็นว่า เทพนิยายที่แสดงฤทธิ์เดชของพระอินทร์ มีลักษณะของพลังทางธรรมชาติเข้ามาเจือปน การยกเอาลักษณะของธรรมชาติเข้ามาสวมทับให้พระอินทร์ เช่นนี้ที่จริงเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาที่มีให้เห็นในเทพนิยายทั่วไปแนวคิดเรื่องพระอินทร์ ที่ผสมกลมกลืนในเทพนิยายแห่งพระเวท มีกำเนิดมาจากกองทุนนิยายกลาง ซึ่งมีแหล่งที่มาของเทพนิยายของคนหลายชาติหลายภาษา เช่นเรื่อง มังกร กับผู้กล้าหาญพฤตาสูร อสูรร้ายที่พระอินทร์ปราบได้นั้น เดิมทีก็เป็นตัวแทนของหัวหน้าบรรดาศัตรูคู่อาฆาตของพวกอารยัน อสูรแห่งก้อนเมฆบ้าง อสูรแห่งเหมันตฤดูบ้าง อสูรแห่งความมืดมนอนธการบ้างอสูรประดามีเหล่านี้ ในกาลต่อมา ก็กลายเป็น “อหิ” หรือมังกรร้ายที่เที่ยวเพ่นพ่านอาละวาดใครต่อใครในน่านน้ำภรตวิทยาเล่าเรื่องพระอินทร์ ไว้แค่นี้ ผู้รู้ทั่วไปก็แตกหน่อต่อยอดได้เอง พวกอารยันเตะโด่งพระวรุณ เทพเจ้าองค์ดั้งเดิมออกไป ได้พระอินทร์มาเป็นพระเอกผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานแทนต่อมา เมื่อเริ่มเบื่อๆพระอินทร์ ก็มีเรื่องทำนองว่า พระอินทร์ไปทำเลอะเทอะ เป็นชู้กับเมียฤาษีผู้มีฤทธิ์กว่า ถูกสาปให้มีโยนีหนึ่งพันประจานติดเต็มตัว ต่อมา โยนีดูน่าเกลียดเกินไป ฤาษีผ่อนโทษให้โยนีกลายเป็นลูกตาพระอินทร์ จึงได้อีกชื่อ เป็นท้าวสหัสนัยย์ ที่แปลว่าท้าวพันตาผู้รู้เรื่องเทพเจ้าสมัยพระเวท สมัยพราหมณะ หรือสมัยอุปนิษัท บอกว่า วิวัฒนาการของเทพเจ้า ก็เช่นเดียวกับวิวัฒนาการของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล เปลี่ยนแปลง ขึ้นลงได้ ตามกฎอนิจจังจึงไม่ควรแปลกใจ ต่อข่าวการเมืองบางบ้านเมือง เขาว่ากันว่า จะแบ่งเวลาพระอินทร์หน้าเก่า ให้น้องเล่นบทสองปี แล้วก็จะให้ ผู้พี่ขึ้นเป็นต่อดูเหมือนเขาจะลืมความจริงข้อที่ว่า เวลาของพระอินทร์หมดไปนาน นี่ควรจะเป็นเวลาของเทวดาหน้าใหม่ เพราะไม่ว่าหันไปทางไหน ได้ยินแต่เสียงบ่นเบื่อหนาหูเต็มทีแล้ว.กิเลน ประลองเชิง