“ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center)” ผุดกลางเมืองจากพระราม 9 ถึงรามคำแหง 28 กับช่องโหว่กฎหมาย ที่ไร้การควบคุม Cr. “Thai PBS” (2 ก.ย.69) กระแสข่าว Data Center ถูกหยิบมาพูดอีกครั้ง เมื่อศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.พรรคประชาชน เปิดเผยข้อมูลว่า มี Data Center แห่งหนึ่งในซอยรามคำแหง 28 แอบซุกซ่อนน้ำมันดีเซล 429,000 ลิตร หรือเทียบเท่ากับปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ 3-4 ปั๊ม รวมอยู่ในอาคารเดียวน้ำมันจำนวนมหาศาลนั้น ถูกกักตุนเอาไว้ใช้เป็นพลังงานสำรองให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าภายในตัว Data Center ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนโดยรอบได้ โดยไร้การควบคุมอย่างไรก็ตาม Data Center ที่รามคำแหง 28 ไม่ใช่ Data Center ที่แรก ที่มีกระแสข่าวหลุดลอดออกมาสู่สายตาประชาชน เรายังมี Data Center ย่านพระราม 9 ที่สร้างอยู่ใกล้แหล่งชุมชนและโรงพยาบาล ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้า-น้ำปริมาณมหาศาล และอาจส่งผลกระทบต่อชุมชน-ความปลอดภัยผู้ป่วยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Data Center สามารถสร้างกระจายได้ทั่วกรุงแบบไร้ทิศทางกำกับดูแลเกิดจากการอาศัยช่องโหว่ของ พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง และรายงาน EIA ขาดมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากการสร้าง Data Center อย่างจริงจัง กลายเป็น “คำถาม” ที่สังคมยังต้องการคำตอบ ไม่น่าเชื่อว่าบนถนนสายเศรษฐกิจกลางเมืองหลวง กรุงเทพฯ “พระราม 9–รามคำแหง” กลับมีอาคารปิดทึบขนาดมหึมาหลายแห่ง ที่ตั้งตระหง่านเงียบเชียบหลังกำแพงสูงมีระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่น อาคารเหล่านี้คือ “ดาต้าเซ็นเตอร์” หรือศูนย์เก็บข้อมูลดิจิทัลหัวใจสำคัญของยุคคลาวด์คอมพิวติ้งและเอไออาคารดาต้าเซ็นเตอร์ที่ว่านี้กำลังเข้ามาปักหมุดใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างเงียบเชียบ โดยที่คนในชุมชนรอบข้างแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตึกยักษ์เหล่านี้กำลังสูบกินพลังงานมหาศาลขนาดไหน และมีความเสี่ยงอะไรรออยู่เบื้องหลังห้องเย็นที่อัดแน่นด้วยเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากปรากฏการณ์การลงทุนระลอกใหญ่จากทุนข้ามชาติและยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี ที่หลั่งไหลเข้ามาซุกตัวตามตรอกซอกซอยและถนนสายหลัก กำลังสะท้อนภาพ “เมืองล้ำยุคที่ไร้กฎหมายควบคุม” อย่างน่าตกใจหรือไม่? เมื่อการเติบโตทาง “เศรษฐกิจดิจิทัล” วิ่งนำหน้า “กฎหมายผังเมือง” และ “กฎกระทรวง” ไปไกลลิบเสมือนเป็น...“ดินแดนสนธยา” ที่ไร้ “กลไกตรวจสอบ” ที่โปร่งใสหากจะพูดให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่สำนักงานทั่วไปที่มีคนเดินเข้าออกพลุกพล่าน แต่เป็น “เตาปฏิกรณ์ดิจิทัล” ที่ต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาลตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อขับเคลื่อนระบบประมวลผล และที่สำคัญที่สุดคือ “ระบบทำความเย็น” เพื่อไม่ให้เซิร์ฟเวอร์นับหมื่นเครื่องช็อกตายจากความร้อนหอระเหยน้ำและเครื่องปรับอากาศขนาดมหึมาที่ทำงานตลอดวันตลอดคืน พร้อมทั้งปล่อยความร้อนระอุออกมาสู่บรรยากาศโดยรอบ ยิ่งไปกว่านั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลเหล่านี้ยังใช้น้ำปริมาณมหาศาลเทียบเท่ากับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อระบายความร้อน ในขณะที่ตั้งอยู่กลางพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่น โดยไม่มีการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่เจาะจงสำหรับศูนย์ข้อมูลโดยเฉพาะคำถามตัวโตๆที่ดังขึ้นจากปากชาวบ้านในพื้นที่คือ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ระเบิด สารทำความเย็นรั่วไหล หรือระบบระบายความร้อนขัดข้องจนเกิดเพลิงไหม้ใจกลางตึกปิดทึบ ระบบความปลอดภัยของเมืองจะรองรับไหวหรือไม่?และ...ใคร? จะเป็นผู้รับผิดชอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระยะยาว ทั้งมลพิษทางเสียงและความร้อนสะสมในย่านชุมชนในทางผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารปัจจุบัน ดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงถูกจัดสถานะให้เป็นเพียง “อาคารพาณิชย์” หรือ “สำนักงานทั่วไป” หรืออาคารประเภทคลังเก็บสินค้าในบางกรณี ช่องโหว่นี้เปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถกว้านซื้อที่ดินสีเหลือง (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) หรือสีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) แล้วเนรมิตตึกมหึมาขึ้นมาได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ของคนในชุมชนอย่างแท้จริงช่องโหว่นี้ส่งผลให้...ไม่ต้องทำ EIA เฉพาะทาง, หลุดรอดการมีส่วนร่วมของประชาชน, สุญญากาศด้านการจัดสรรพลังงานและน้ำ...ในขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องถูกควบคุมการใช้น้ำและพลังงานอย่างเข้มงวดแต่วิสาหกิจดาต้าเซ็นเตอร์กลับใช้สิทธิในการขอไฟฟ้าระบบแรงดันสูงในฐานะผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปโดยไม่มีกลไกบังคับให้ต้องนำความร้อนเหลือทิ้ง (Waste Heat) กลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์แต่อย่างใดคำถามสำคัญที่นักวิชาการและภาคประชาสังคมต่างขบคิดคือ เหตุใด “รัฐบาลไทย” จึงเร่งรัดและส่งเสริมการลงทุน (BOI) “ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล” อย่างเต็มที่ โดยปราศจากการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายควบคุมเมืองมารองรับล่วงหน้า?การผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “ฮับดิจิทัลแห่งอาเซียน” กลายเป็นดาบสองคมที่เอื้อประโยชน์มหาศาลให้แก่ทุนข้ามชาติยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา จีน และสิงคโปร์ ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ เช่น ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. และเสถียรภาพสำรองไฟของประเทศต้องแบกรับภาระหนักอึ้งการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและภาษีนำเข้าอุปกรณ์อย่างเต็มที่ โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัดเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีสีเขียว หรือการรับผิดชอบต่อชุมชนรอบข้าง ทำให้เกิดภาพความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน...“ผลกำไรตกเป็นของทุนข้ามชาติ แต่วิกฤติพลังงานและความร้อนสะสมตกเป็นภาระของคนท้องถิ่น”ความสลับซับซ้อนนี้ยังโยงถึงอำนาจในการกำกับดูแลที่ถูกซอยย่อยออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแบบ “ต่างคนต่างทำ”...เอื้อให้เกิดการใช้ช่องทางหลบเลี่ยงข้อกฎหมายท้องถิ่นได้อย่างแนบเนียนหรือไม่?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม