“มีหลักฐานในไลน์ว่าจับคู่กัน” หลักฐานมีแค่นี้ศาลชี้เลือก สว.ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เพราะการเลือกตั้งดูจากความสามารถ เป็นกรณีผู้สมัคร สว.สอบตก จ.ชลบุรีส่งไลน์หากัน เป็นกรณีที่ถูกหยิบยกขึ้นมาให้เห็นภาพอยู่บ่อย ทั้งที่ความจริงเกิดขึ้นอีกหลายกรณีผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกตัวอย่างนี้ให้เห็นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะส่งเรื่องเฉพาะคนสอบตก แต่คนสอบได้ไม่ยอมส่ง หลัง “ทีมการเมือง” ตั้ง “โจทย์ 14 ก.ย. 69 กกต.ชี้เป็นชี้ตายประเทศไทย คดีฮั้ว สว. 229 คน”โดยสังคมได้หยิบยกผลการสอบสวนไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 เทียบเคียงกับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ชุดที่ 36 ที่มีผลออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว ผศ.ดร.ปริญญา ย้อนรอยให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. (กฎหมายเลือก สว.) มาตรา 62ระบุว่าเมื่อ กกต.ประกาศผลเลือก สว.แล้ว หากพบหลักฐาน “อันควรเชื่อได้ว่า” กระบวนการเลือกไม่เป็นไปโดย “สุจริต-เที่ยงธรรม” จะต้องส่งเรื่องให้ “ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง” พิจารณากกต.ตั้งชุดที่ 26 ทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สืบสวนคดีที่ซับซ้อน มีมติเห็นส่งฟ้อง 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน และผู้เกี่ยวข้อง พรรคการเมือง รัฐมนตรี 91 คน เมื่อเรื่องกลับมายังสำนักงาน กกต. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ในฐานะ ผอ.เลือก สว.ระดับประเทศ ขอถอนตัว เนื่องจากมีส่วนรับผิดชอบปัญหาโพยมอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ดำเนินการแทน มีความเห็นส่ง สว. 136 คนเช่นกัน แต่ในขั้นตอนการกลั่นกรอง กกต.ได้ตั้งชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ โดย กกต. 7 คนส่งตัวแทนของตนเองเป็นอนุกรรมการ มีมติสวนชุด 26 โดยสิ้นเชิง โดย “ยกคำร้องทั้งหมด” เนื่องจากมองว่าเป็นพยานบุคคลและไม่มีมูลความผิดจนสังคมเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความผิดปกติในการเป่าคดี ประกอบกับเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน กกต. กกต.เสียงข้างมาก 4 คน นำโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ซึ่งได้รับเลือกจาก สว.ชุดนี้ จนเกิดข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนโดย กกต.ในทางกฎหมายเท่ากับตำรวจบวกอัยการ ทั้งสอบสวนไต่สวนส่งเรื่องให้ศาล “ผู้ต้องหา” เป็นคนเลือก “อัยการ” มาตัดสินคดีของตน แนวโน้มจะเลือกอัยการให้ส่งไม่ฟ้องไหม พอ กกต.เป็นชุด เปลี่ยนประธาน กกต. หากไม่ส่งเรื่องให้ศาลเลยก็จะหนักเกินไปกกต.ชุดใหม่จึงขยายเวลาพิจารณาออกไปเกินกรอบ 90 วัน เดิมสิ้นสุด 31 ส.ค. เพื่อหา พยานหลักฐานเพิ่มเติม และพยายามหาทางออกที่สังคมพอรับได้ โดยไม่ยึดตามชุด 36 ทั้งหมด คาดการณ์ว่าจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาจำนวนหนึ่ง อาจเป็น สว.ราว 30-40 คน เพื่อคงเหลือ สว.ทำหน้าที่เลือกกรรมการองค์กรอิสระที่ต้องใช้จำนวนเสียง สว.กึ่งหนึ่งขณะที่กระแสสังคมและทุกคนที่มีหลักฐานในมือ เช่น รายงานสอบสวนของชุด 26 เริ่มเอามาเปิดเผย หลังจากชุดที่ 36 ระบุว่าไม่มีมูล มันฝืนต่อสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมมากจนเกินไปรวมพยานบุคคลที่อยู่ในกระบวนการฮั้วเริ่มออกมาเปิดเผยตัวตนพร้อมหลักฐาน โดยไม่กลัวถูกฟ้องหมิ่นประมาท เพราะมั่นใจว่าสามารถพิสูจน์ความจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตาม ป.อาญา มาตรา 330 ได้ ที่สำคัญ “พยานเหล่านี้” มีน้ำหนักมากกว่าพยานบุคคลธรรมดายิ่งกดดัน กกต.ทำตามชุดที่ 36 ได้ยากขึ้นปัญหานี้ยังสะท้อนถึงโครงสร้างทางกฎหมายที่ผิดพลาดตั้งแต่การออกแบบ รธน.ของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ให้ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา โดยที่เสียหายฟ้องเองไม่ได้ และเกิดจากการตีความที่แคบเกินไปของเลขาธิการ กกต. ที่นำ รธน.มาตรา 226 มาใช้บังคับ จนมองว่า “โพยไม่ใช่การทุจริต” และตัด “ผู้ที่ไม่ใช่ผู้สมัคร สว.” ออกทั้งที่ตามกฎหมายเลือก สว. มาตรา 62 ระบุว่า รู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกไม่สุจริต-เที่ยงธรรม โดยรวมถึงกรณีการจัดทำ “โพย” การเลือกตาม “โพยฮั้ว” ที่มีพยานผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติยืนยันแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทั้งนี้หลังจากไปไล่ดูเอกสารที่มีอยู่ของชุด 26 เห็นว่าความจริงชุด 36 ก็มีเหตุผลอยู่ ที่ระบุว่าส่วนใหญ่เป็นพยานบุคคลให้ปากคำ อาทิ“เขาระบุว่าไปวางแผนและปรึกษากับนายใหญ่ แผนนี้ได้รับความเห็นชอบจากนายใหญ่ โดยนายใหญ่จะพูดเปิดทางเวลาที่ลงพื้นที่ประชุมกับหัวหน้าส่วนราชการอำเภอและจังหวัด ให้อำนวยความสะดวกต้องหาคนลงสมัคร ทุกอำเภอ ทุกกลุ่มอาชีพ เป็นหลักประกันว่าคนของพรรคได้รับเลือก โดยมีค่าใช้จ่ายสำหรับสมัคร โควตา สว.แต่ละจังหวัดขึ้นอยู่ตามความกระตือรือร้น อาจเปลี่ยนตามความเห็นของนายใหญ่ลักษณะที่คณะทำงานต้องการคือ เป็นคนยืดหยุ่น คุยกันรู้เรื่องง่าย มติเรื่องใดต้องขอได้ สั่งได้ ไม่เป็นคนตงฉิน แต่ต้องงอได้ตามสถานการณ์ตามนายใหญ่ เพราะพรรคต้องควบคุมองค์กรอิสระได้เมื่อนายใหญ่เห็นชอบจึงไปเอาหมายเลขประจำตัวผู้สมัครที่ผ่านระดับจังหวัดมาจัดทำโพย เมื่อโพยฮั้วระดับประเทศเสร็จสิ้น ก็เอาไปสัมมนาตามจังหวัดรีสอร์ตต่างๆ ระหว่าง 23—26 มิ.ย.67”อันนี้เป็นพยานบุคคล มันอาจจริง ไม่จริงทั้งหมด แต่พยานบุคคลนี้ ชุด 36 ระบุว่าเป็นพยานบุคคลที่ไม่น่ามีหลักฐานพอ แม้เป็นพยานบุคคลเป็นเนื้อหาส่วนใหญ่ ในหน้าถัดไปกว่า 1,000 หน้า ระบุถึงพยานให้ถ้อยคำเกี่ยวกับโพยฮั้ว ที่เดินพบปะตามจังหวัดต่างๆ พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าเกิดขึ้นจริงเพราะให้การตรงกัน พร้อมระบุถึงข้อมูลการใช้โทรศัพท์ที่ยืนยันว่าบรรดาผู้ร้อง ผู้ที่ถูกร้องที่เป็นพยานให้ปากคำมารวมตัวพยานด้วย มีพิกัดโทรศัพท์อยู่ในที่เดียวกัน ฉะนั้นถึงเป็นพยานบุคคลเป็นส่วนใหญ่ แต่ชุด 26 ดูถึงพยานแวดล้อมถึงเห็นว่ามี “หลักฐานอันควรเชื่อทำให้ การเลือกไม่สุจริต-เที่ยงธรรม” ก็ส่งฟ้องทั้งหมด แต่ชุด 36 ยกหมดฉะนั้นถ้าชุด 26 มีพยานที่ระบุอย่างนั้นจริง มีพยานแวดล้อมประกอบและโพย ควรไปไต่สวนสืบสวน เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาถามค้านถามแย้ง “พิสูจน์ต่อหน้าศาล” แต่ถ้าไม่ส่งเลยมันประหลาด เพราะมันมีหลักฐานเพียงพอที่จะต้องมี สว.จำนวนหนึ่งและอาจจะไม่น้อยด้วยที่ต้องถูกส่ง จะถึง 136 คนหรือน้อยกว่าก็ว่ากันตามเนื้อผ้าขอย้ำผมไม่ได้บอกว่า สว. 136 คนโกงหรือฮั้ว สว. ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา แต่เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ระดับหนึ่ง ถึงขนาดเพียงพอส่งศาลฎีกา ถ้าไม่ส่งเลยเป็นเรื่องแน่ หรือส่งน้อยเกินไป อธิบายไม่ได้ก็เป็นเรื่องแต่ถ้า กกต.ไม่ส่งศาลฎีกาก็ไม่มีใครส่งได้ จึงขอยกกรณีอดีตประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถูกศาลอาญาทุจริตพิพากษาจำคุก ขณะนี้อยู่ในชั้นอุทธรณ์ ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ให้เปิดเผยรายงานสอบสวนคดีนาฬิกาหรูของอดีตรองนายกฯ“สำนวนชุด 26 สำนวนชุด 36 มันจะเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่ความลับ หลังจากที่มีการขู่คนเปิดเผยข้อมูล ตามหลักประชาธิปไตย ข้อมูลข่าวสารทางราชการต้องเปิดเผยขณะนี้ กกต.ไม่เปิดเผยข้อมูล เหตุผลมีข้อเดียว อยู่ระหว่างการพิจารณา ถ้าเปิดไปอาจไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน วิ่งเต้นคดี มีผลต่อการลงมติของ กกต. แต่การไม่เปิดเผยเป็นเรื่องชั่วคราววันที่ 14 ก.ย. ลงมติเมื่อไหร่ เอกสารปิดไม่ได้ ต่อให้ปิดก็ถูกศาลปกครองสั่งให้เปิด ถ้าเปิดมาแล้ว กกต.จะเจอคำถาม คนนี้หลักฐานเป็นแบบนี้ทำไมไม่ส่ง อธิบายไม่ได้ก็จะลำบาก ขอให้ กกต.ระมัดระวังตอนนี้คนที่หนาวแล้วคือ กกต. ถ้าคนไหนลงมติไม่ส่งศาลฎีกาพิจารณา คนนั้นจะหนาว คนที่จะไม่หนาวคือคนที่เอาตามชุด 26”ส่วนกรณีที่ระบุกันว่า กกต.จะโดนอาญา มาตรา 157 ความจริง กกต.ต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าข้าราชการทุกคน เพราะคุมประตู สส.-สว. ที่ไปเลือกนายกฯ ไปเลือกองค์กรอิสระฉะนั้นถ้า กกต.ทำผิด ตามกฎหมาย กกต. มาตรา 69 ระบุว่าการกระทำหรือการไม่กระทำของ กกต. “แค่โดยมิชอบด้วยหน้าที่” ก็เป็นความผิด ไม่ต้องไปพิสูจน์ว่าทุจริตหรือมีเจตนากลั่นแกล้งใคร คำถามคือมิชอบด้วยหน้าที่คืออะไร ต้องควบคุมการเลือก สว.ให้เป็นไปโดยสุจริต-เที่ยงธรรมขอให้ กกต.ทำหน้าที่ตามที่ระบุ และสำนวนชุด 26 มันไม่ใช่ความลับตลอดไป มันแค่ไม่เปิดเผยในตอนนี้ แต่เมื่อ กกต.ลงมติเมื่อไหร่คนจะเปิดเผย และอีกประเด็นหนึ่งคนนึกว่าถ้า กกต.ยกคำร้องใครแล้ววันที่ 14 ก.ย. คนนั้นรอดพ้นผิด ในอนาคตเกิดหลักฐานใหม่ขึ้นมาสามารถส่งได้อีกขอให้ กกต.ชี้ขาดตามข้อเท็จจริงจะคุ้มครองท่านถ้าไม่ส่งทั้งที่ควรส่ง ความจริงจะย้อนเล่นงานท่าน.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม