วันจันทร์ที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันครบ 16 ปีของรัฐประหาร ที่ยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่หลายคนออกมาแสดงความคิดเห็น รวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แสดงความเสียใจ แทนที่ประเทศไทยจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กลับต้องมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจเผด็จการอดีตนายกรัฐมนตรีบอกว่าเสียดายโอกาสในการพัฒนาการศึกษา เทคโนโลยี และโอกาสในการแก้ปัญหาความยากจน ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ถึงเวลาปลดล็อกวงจรอุบาทว์ ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญประชาชน ใครทำรัฐประหารถือว่าเป็นกบฏ ต้องได้รับโทษสูงสุดขอเรียนว่า ขณะนี้ประเทศไทยก็มีกฎหมายแบบนี้อยู่แล้ว นั่นก็คือ ป.อาญา มาตรา 113 ระบุว่าใครใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการ “ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ” ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต แต่มีปัญหาในการ บังคับใช้กฎหมายเมื่อยึดอำนาจสำเร็จแล้ว สิ่งแรก ที่คณะรัฐประหารจะทำ คือฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง รวมทั้งฉบับที่ระบุว่ารัฐประหารคือการกบฏ จากนั้นก็จะออกกฎหมายนิรโทษให้ตนเอง ไม่มีใครกล้าฟ้องศาล เคยมีตัวอย่างนายอุทัย พิมพ์ใจชน นักการเมืองระดับแนวหน้า ยื่นฟ้องศาลให้เอาผิดคณะรัฐประหาร แต่ผู้ฟ้องถูกจับเข้าคุกเสียเองนักรัฐศาสตร์บางคนเชื่อว่า ประเทศที่เกิดรัฐประหารบ่อย มักจะมี “เชื้อ” ฝังอยู่ในวัฒนธรรมทางการเมือง ไทยเป็นประเทศที่มีรัฐประหารมาก ในอันดับต้นๆของโลก มีรัฐประหารที่สำเร็จ 13 ครั้ง นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองและที่ไม่สำเร็จกลายเป็นกบฏอีกหลายครั้ง ถ้าย้อนกลับ ไปดูยุคกรุงศรีอยุธยา ไม่รู้มีรัฐประหารกี่ครั้งเหตุผลหรือข้ออ้างในการยึดอำนาจ อาจอ้างได้สารพัด บางยุคบางสมัยอ้างว่าสงสารชาวนาที่ยากจนข้นแค้น ผู้นำรัฐประหารบางคนถึงกับน้ำตาไหลรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อ้างว่ามีการทุจริตในรัฐบาล มีการจาบจ้วงสถาบัน และเกิดความขัดแย้งของคน 2 กลุ่ม ถึงขั้นปะทะกัน คณะรัฐประหารจึงเข้ามารักษาความสงบเกราะป้องกันการรัฐประหารที่เข้มแข็งที่สุด ต้องทำให้เป็นประชาธิปไตยแท้และเข้มแข็ง เป็นประชาธิปไตยที่กินได้ การเมืองภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องไม่สร้างเงื่อนไข ใช้เป็นข้ออ้างของนักรัฐประหาร ต้องไม่มีการทุจริตโกงกิน ไม่เป็นลิงที่หิวกล้วยทั้งปี ไม่สร้างความขัดแย้งรุนแรงบนท้องถนน.