ผมตัดข่าวที่คุณหมออัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตให้สัมภาษณ์เตือนเด็กรุ่นใหม่ที่ชอบระบายความโกรธ หรืออารมณ์ ด้านลบของเด็กวัยรุ่น โดยโพสต์ลงโซเชียลมีเดียเอาไว้หลายวันแล้วเหตุเพราะเห็นด้วยกับท่าน จึงอยากจะนำมาเผยแพร่ต่อเผื่อว่า เด็กๆคนไหนยังไม่ได้อ่านหรือคุณพ่อคุณแม่เด็กๆที่ยังไม่ได้อ่าน จะได้นำไปแจ้งเตือนให้ลูกๆหลานๆได้รับรู้รับทราบไว้ เพื่อความปลอดภัยของลูกๆ หลานๆที่ชอบโพสต์ระบายอารมณ์นั้นเองคุณหมออัมพรเล่าว่า สมัยก่อนไม่มีโซเชียลมีเดีย เวลาเด็กๆรู้สึกโมโห รู้สึกโกรธอะไรสักอย่าง จะไปบ่นหรือไปด่าทอกับคนใกล้ตัวเรา หรือไม่ก็เขียนระบายลงสมุดไดอารีเก็บไว้อ่านเองแต่พอมีโซเชียลมีเดีย เด็กๆก็ไปบ่นไประบาย หรืออัดคลิปลงโซเชียล...โดยอาจจะเข้าใจผิดว่าโซเชียลนั้นก็เหมือนสมุดบันทึกส่วนตัว หรือเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ในกลุ่มเราเท่านั้นปรากฏว่าตรงข้ามเลย เพราะโซเชียลมีเดียนั้นสามารถกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง มีการส่งต่อๆกันได้อีกเป็นหมื่นๆแสนๆครั้งถึงผู้คนจำนวนมากคุณหมอเปรียบเทียบว่า “เหมือนกับการไปยืนกลางตลาดนัด แล้วถือโทรโข่งตะโกนด่าว่าคนและละเมิดคนอื่นด้วย และจากการเข้าถึงคนหมู่มาก เลยกลายเป็นว่าการละเมิดดังกล่าวนั้นเป็นการละเมิดที่รุนแรง โดยผู้ละเมิดไม่รู้ตัว”ส่งผลให้เด็กๆที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกฟ้องร้อง ถูกดำเนินคดีดังที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆท่านอธิบดี ท่านจึงเสนอแนะให้เด็กๆหรือเยาวชนรู้จักเบี่ยงเบนความโกรธ ความโมโหของตนเอง ด้วยการไปดูหนังฟังเพลงเสียบ้าง หรือไม่ก็ไประบายความรู้สึกที่ไม่เดือดร้อนใคร เช่น เตะกระสอบทราย เป็นต้นบางคนใช้วิธีเขียนใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้ง หรือเข้าไปคุยไประบายกับผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ ซึ่งก็จะช่วยปัดเป่าความโกรธของเราลงได้ผมเห็นด้วยกับท่านพันเปอร์เซ็นต์เลยครับ ว่ายุคก่อนสมัยก่อนที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย เรามักจะเขียนระบายในสมุดบันทึกส่วนตัวของเรา... พอหายโกรธแล้วมาอ่านก็จะรู้สึกขำขันขึ้นมาแทนบางคนอาจใช้วิธีเขียน “บัตรสนเท่ห์” ด่าโดยไม่ลงนาม บรรยายความโกรธเกรี้ยวเข้าใส่บุคคลที่ทำให้เราโกรธยาวเหยียดบ่อยครั้งก็เขียนด่า “เจ้านาย” ในที่ทำงานของเราว่า แย่อย่างนั้น ชุ่ยอย่างนี้ บริหารไม่ได้เรื่อง ฯลฯ...นอกจากไม่ลงชื่อ หรือใช้นามแฝง เช่น “ผู้เหลืออด” “พวกเราที่ถูกกดขี่” ฯลฯ แล้วยังใช้วิธีพิมพ์ดีดไม่เขียนด้วยลายมือ จึงไม่มีใครจับมือเราไปดมได้อาจจะเป็นเพราะคนไทยเราคุ้นเคยกับวัฒนธรรมเขียน “บัตรสนเท่ห์” หรือเขียน “ใบปลิว” ด่าคนไปโปรยแถวๆริมถนนกันมาก่อนในอดีต พอมาสู่ยุคไซเบอร์ หรือโซเชียลมีเดียก็เลยเผลอไผลเขียนบัตรสนเท่ห์ หรือใบปลิวเถื่อนไปลงเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, ทวิตเตอร์ ฯลฯนึกว่าจะไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นใคร หรือโพสต์มาจากไหนแต่เอาเข้าจริงการโพสต์ด่าลงโซเชียลนั้น เหมือนถือโทรโข่งไปยืนด่ากลางตลาดสดอย่างที่คุณหมอเปรียบเทียบจริงๆไม่ใช่ตลาดสดธรรมดานะครับ เป็นตลาดสดระดับโลกเลย เพราะการด่าที่ดังๆโดนๆนั้น เผยแพร่ไปได้ทั่วโลกที่สำคัญการด่าผ่านโซเชียลก็ไม่ใช่เขียนบัตรสนเท่ห์ ไม่ใช่เขียนใบปลิวเถื่อน ที่อาจปกปิดตัวจริงเสียงจริงได้ เพราะด้วยระบบอันทันสมัยของโลกยุคนี้ พอเราโพสต์ไปก็สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า โพสต์มาจากไหน ใครเป็นคนโพสต์เป็นเหตุให้นักเลงคีย์บอร์ดหัวร้อนปากกล้าหลายๆคน โดนดำเนินคดีเข็ดอุจจาระอ่อน อุจจาระแก่ไปตามๆกันขอบคุณครับที่คุณหมอกรุณาหยิบมาเตือนเด็กๆอีกครั้ง...เพราะส่วนใหญ่ยังไร้เดียงสา โพสต์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อยู่บ่อยๆส่วนพวกที่ตั้งใจโพสต์และโดนคดีก็ไม่กลัวนั้น ก็ช่างเขาเถอะ...เราให้ความสนใจเฉพาะเด็กๆกับเยาวชนก็แล้วกันคงต้องกลับไปใช้วิธีเขียนด่าในไดอารีแบบโบราณละหนูเอ๊ยเพราะด่าแล้วไดอารีก็ยังอยู่กับเราไม่หลุดออกไปไหนห้ามด่าคนลงโซเชียลเป็นอันขาดนะหนู เชื่อคุณหมอท่านเถอะเจ็บตัวโดนคดีกันมามากแล้วละจะบอกให้.“ซูม”