ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษา ตัดสินจำคุก “ทิดแย้ม” อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม อ่วม 50 ปี เท่ากันกับ “สีกาเก็น” ร่วมกับพวกรวมทั้งหมด 5 คน ในความผิดคดียักยอกทุจริตเงินบริจาควัดไร่ขิง พร้อมสั่งให้จำเลยชดใช้เงินคืนให้วัด ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานพบการฉ้อฉลเส้นทางการโอนเงินเบียดบังทรัพย์ชัดเจน รวมทั้งอดีตเจ้าอาวาสเปลี่ยนคำให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ศาลสั่งจำคุกจำเลย 4 คน ยกฟ้อง 1 คนที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 เม.ย. ศาลนัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อท 144/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระธรรมวชิรานุวัตร หรือพระเทพศาสนาภิบาล หรือพระราชวิริยาลังการ หรือนายแย้ม อินทร์กรุงเก่า อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง น.ส.อรัญญาวรรณ หรือเก็น วังทะพันธ์ นางพชพร หรือพัศรายุวัตร หรือเตย สีเลี้ยง นายฉัตรชัย หรืออินทร์มี และนายเอกพจน์ หรือพระมหาเอกพจน์ ภูฆัง เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 86, 91, 147, 157 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มาตรา 10 และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงิน 28,050,000 บาท ให้แก่วัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหายโจทก์ฟ้องว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญาตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 45 และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน ระหว่างวันที่ 15 มี.ค.64 ถึงวันที่ 16 ก.ย.67 จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงพระอารามหลวง เบียดบังยักยอกโดยการเบิกถอนเงิน ออกจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง 9 บัญชี มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุน จำนวน 20 กรรม รวมเป็นเงิน 28,050,000 บาท จำเลยทั้งห้าได้ร่วมสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินอันได้จากการกระทำความผิดมูลฐานหลายครั้งเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกันพฤติการณ์ในการกระทำความผิด จำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง จะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของวัดหรือลูกจ้างของวัด เบิกถอนเงินหรือโอนเงินจากบัญชีของวัดเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันผ่องถ่ายเงินของวัด โดยโอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีเส้นทางการเงินปลายทาง คือ บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เหตุเกิดที่ ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม และแขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาขอถอนคำให้การปฏิเสธเปลี่ยนเป็นรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึง 5 ให้การปฏิเสธศาลพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่ ในทางการไต่สวนไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งห้าได้ประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนกระทำความผิด ต้องพิจารณาเป็นรายกระทงไป ได้ความว่าบางครั้งจำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยตรง และบางครั้งโอนเงินผ่านจำเลยที่ 3 และที่ 5 มีบัญชีรับโอนปลายทางคือบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 19 ครั้ง รวมเป็นเงิน 27,450,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 19 กรรม ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนรวม 18 กรรม จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนรวม 2 กรรม ส่วนจำเลยที่ 4 ไม่ปรากฏว่ามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิดส่วนจำเลยทั้งห้าสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(5) (18) ทางการไต่สวนปรากฏว่าหลังจากจำเลยที่ 1 เบียดบังเงินของวัดไร่ขิง ผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 1 ได้โอนเปลี่ยนบัญชี ครอบครอง และใช้ทรัพย์สินนั้น ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 โดยจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพียงลำพัง 1 กรรม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินฯรวม 13 กรรม จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 2 กรรม ส่วนจำเลยที่ 4 รับฟังไม่ได้ว่าร่วมกันสมคบฯ โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ต้องชดใช้เงินให้วัดไร่ขิงผู้เสียหายด้วยศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 นายแย้ม เป็นเวลา 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 น.ส.อรัญญาวรรณ หรือเก็น มีกำหนด 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 นางพชพร มีกำหนด 12 ปี 12 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 5 นายเอกพจน์ มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 27,950,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ร่วมคืนเงิน 27,450,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมคืนเงิน 2,850,000 บาท และให้จำเลยที่ 5 ร่วมคืนเงิน 5,100,000 บาท แก่วัดไร่ขิงผู้เสียหาย และยกฟ้องจำเลยที่ 4 นายฉัตรชัย ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยกอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่