เศรษฐกิจภาคเกษตรช่วงไตรมาสแรกปี 2565 ทำได้สวยงาม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรฯรายงานตัวเลขภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2565 (เดือน ม.ค.-มี.ค.) เติบโต 4.4% เป็นผลจากสาขาพืช ซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักขยายตัวได้ผลบุญจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี 2564 ถึงต้นปี 2565 ทำให้พืชสำคัญทั้ง ข้าว อ้อยโรงงาน สับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ มีผลผลิตเพิ่มขึ้นส่วน สาขาประมง และ สาขาป่าไม้ ขยายตัวได้จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดขณะที่ สาขาปศุสัตว์หดตัวลง จากสถานการณ์โรคระบาดในสัตว์สินค้าพืชที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น คือ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย ทุเรียน และมังคุด สินค้าพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และเงาะโดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, มันสำปะหลัง ผลผลิตลดลง เนื่องจากปัญหาสภาพอากาศและการเกิดอุทกภัยในแหล่งผลิตสำคัญช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย.ปีที่แล้วสาขาปศุสัตว์ หดตัวลงร้อยละ 2.0 เนื่องจากการผลิตสุกรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด อหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) และเกษตรกรปรับลดปริมาณการเลี้ยงจากต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ เนื่องจากมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศคาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2565 จะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0–3.0แต่ที่ผมเป็นห่วงก็คือ ทุเรียน ผลไม้เศรษฐกิจสำคัญสร้างรายได้เข้าประเทศปีละนับแสนล้านบาทปีนี้มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากราคาอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง จูงใจให้เกษตรกรบำรุงดูแลรักษาต้น และมีการทำทุเรียนนอกฤดูมากขึ้นปรากฏว่าตลาดใหญ่สุดคือจีน ตั้งแง่งดการนำเข้าทุเรียนไทย (เรื่องนี้มีที่มาที่ไป วันหลังจะเล่าให้ฟัง)หากภาครัฐยังไม่เร่งหาทางแก้ไข หรือเจรจากับจีน ทุเรียนจะล้นตลาดและราคาตกหนักทางด้านตัวเลขการส่งออก “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือน ก.พ.นี้การส่งออกมีมูลค่า 23,483 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.2% ส่งผลให้การส่งออกในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2565 มีมูลค่า 44,741 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.2%การนำเข้ามีมูลค่า 23,359 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.8% ส่งผลให้การนำเข้าช่วง 2 เดือนแรกของปี 2565 มีมูลค่า 47,144 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18.7% รวม 2 เดือนแรกของปีนี้ ยังขาดดุลการค้าอยู่ที่ 2,403 ล้านดอลลาร์ตลาดที่ขยายตัวในระดับสูง 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.รัสเซีย 33.4% 2.อาเซียน 5 ประเทศ 31.5% 3.ฮ่องกง 29.8% 4.เกาหลีใต้ 28.9% 5.สหรัฐฯ 27.2% 6.อินเดีย 23% 7.ไต้หวัน 17.7% 8.สหราชอาณาจักร 17.3% 9.CLMV 14.4% 10.ตะวันออกกลาง 13.8%ช่วงเดือน ก.พ. ยังไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน เพราะเกิดช่วงปลายเดือนแล้วแต่ตัวเลขของเดือน มี.ค.–เม.ย. คุณจุรินทร์อาจไม่อยากรายงานก็ได้.เพลิงสุริยะ