ท่ามกลางเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดหนักอยู่ในหลายประเทศ “ผู้นำชาติมหาอำนาจระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา” ยังคงขับเคี่ยวปรับยุทธศาสตร์ชิงไหวชิงพริบ “ในสมรภูมิการค้าแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด” เพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับหนึ่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดในโลกกลายเป็นความท้าทายจีนปรับโครงสร้างการเมือง การทหาร เศรษฐกิจแข่งขันกับชาติอื่น “เขย่าโลก” สร้างความวิตกให้บรรดาชาติตะวันตก “ประเทศไทย” ควรปรับตัวสอดรับการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย ในโอกาสวันที่ 5 มี.ค.ทุกปีเป็น “วันนักข่าวตรงกับการก่อตั้งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ปี 2565 ครบรอบ 67 ปี”ได้จัดงานปาฐกถาพิเศษ “ยุทธศาสตร์สี จิ้นผิงเขย่าโลกไทยจะอยู่อย่างไร” โดย ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย กล่าวสรุปว่า ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยประการแรก “ความสำคัญเศรษฐกิจจีน” เคยอยู่หลักสิบของโลก “ขจัดความจนเหลื่อมล้ำได้ไม่กี่ปี” พัฒนามาอยู่ที่ 2 รองจากสหรัฐฯ แล้วมีบทบาทสำคัญเวทีโลกทั้งทางทหารเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศปัจจัยจาก...“ความสำคัญกิจการภายในจีน” ในปีที่แล้วออกแบบแผนเศรษฐกิจ 5 ปี ที่เรียกว่า Dual Circulation คือ เศรษฐกิจในประเทศควบคู่เศรษฐกิจระหว่างประเทศ การสร้างวิทยาศาสตร์ การวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นในประเทศ (Homegrown) ด้วยทุ่มงบมหาศาลให้เกิดพื้นฐานงานวิจัย นวัตกรรมมากมายการพัฒนากิจการในประเทศให้เข้มแข็งได้นี้ส่วนหนึ่งมาจาก “นโยบายผู้นำมีความต่อเนื่อง” แล้วสามารถหาคนเก่งแต่ละสาขามาช่วยทำงานเพื่อประเทศขับเคลื่อนตามนโยบายอันมีผลต่อต่างประเทศได้ตามมานี้ต่อมา...“ความสำคัญการประชุมสภาที่ปรึกษาการเมืองจีน (CPPCC) และสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC)” เริ่มประชุมวันที่ 5 มี.ค. ก็มีการรายงานภาคการเงิน อสังหาริมทรัพย์ ประสบความสำเร็จพอสมควร ส่วนหนึ่งมาจาก นโยบายต่อต้านคอร์รัปชันที่ภาคเศรษฐกิจใดเกี่ยวเนื่องจะถูกเนินการอย่างเด็ดขาดไม่เลือกหน้า ในปีนี้ที่ประชุมยังมีการทบทวนเป้าหมาย “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” รวมถึงมาตรการลดปรับภาษีนโยบาย Zero Covid และนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว “สิ่งนี้สามารถเขย่าภูมิภาคอาเซียนได้” หากรัฐบาลจีนอนุญาตให้พลเมืองตัวเองเดินทางออกประเทศ อันจะมีผลสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยตามมาสิ่งสำคัญ “รมว.กระทรวงการต่างประเทศจีน” รายงานสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เสนอแก้ปัญหาสันติวิธีแล้วเข้าใจ “รัสเซียห่วงใยความมั่นคงประเทศ” ไม่อยากให้นาโตตั้งนิวเคลียร์ในยูเครนที่จ่อพรมแดนรัสเซียดังนั้น ในการประชุมฉุกเฉินสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ทำให้จีนเลือกไม่ออกเสียง คือ ไม่ขอประณามแล้วก็ไม่เข้าข้างรัสเซียเต็ม 100% ที่ตัดสินทำสงครามกับยูเครนนี้ประการถัดมา...“การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน” ตั้งแต่ยุทธศาสตร์สร้างไข่มุก (String of Pearls) ที่เป็นความร่วมมือของปากีสถาน ศรีลังกา เมียนมา เสมือนการร้อยเอเชียเข้าด้วยกันในการทำเมืองท่า สถานีรถไฟ ติดตั้งท่อน้ำมัน และท่อก๊าซธรรมชาติแล้วแต่ละเม็ดไข่มุกมีการลุงทุนเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนภูมิสถาปัตย์เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศในเอเชียแล้วยังเชื่อมโยง “ยุทธศาสตร์ 2 มหาสมุทร” (Two Ocean Strategy) พัฒนา ฝั่งตะวันออกจีนทะลุมหาสมุทรแปซิฟิก และพัฒนาฝั่งตะวันตกออกมหาสมุทรอินเดีย สิ่งนี้ทำให้ “ไทย” กลายเป็นจุดศูนย์กลางยุทธศาสตร์ใหญ่ที่สำคัญด้วยอันมี “ยุทธศาสตร์ Pan-Beibu Gulf Cooperation” ที่มอบหมายให้มณฑลกวางตุ้ง กวางสี ไหหลำเป็นจุดเชื่อมอาเซียนให้ได้โดยให้ “กวางสี และสิงคโปร์ เป็นแกนกลางหลัก” เรียกว่ายุทธศาสตร์ 1 แกน 2 ปีก คือ ปีกซ้าย ได้แก่ เมียนมา ไทย ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และปีกขวา ก็คือ ฟิลิปปินส์ บรูไน อินโดนีเซีย อีกทั้งยังเชื่อม “ยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiatives หรือเส้นทางสายใหม่ทางบก และทะเล” เพื่อเดินทางไปลอนดอนของอังกฤษ และมาดริดของสเปนได้แล้ว “จีนทุ่มเทสร้างระบบระดมทุนเพื่อการพัฒนาใหม่” ริเริ่มตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank : AIIB)สมัยก่อนถูกชาติตะวันตกต่อต้านอย่างหนักในช่วง 10 ปีมานี้ “จีนผงาดขึ้นมาใหม่” สมาชิกร่วม AIIB ล้วนเป็นพันธมิตรชาติตะวันตกยกเว้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จริงๆแล้ว “จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ บราซิล รัสเซีย” ก็มีความร่วมมือระดมทุนสร้างธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank) ภายใต้กลุ่มบริกส์ (BRICS) แล้วตอกย้ำด้วย “สถาปัตยกรรมระบบสร้างเสถียรภาพการเงิน และอัตราแลกเปลี่ยน” ในช่วงปี 2540 วิกฤติต้มย้ำกุ้ง “จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียน” ได้หารือกันออกมาตรการพหุภาคีริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative Multilateralisation : CMIM) เพื่อเป็นแบงก์ชาติช่วยกันและกันมีวงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ฯคราวนั้น “จีนเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญ” เพราะมีเงินสำรองระหว่างประเทศมากที่สุด เท่านั้นยังไม่พอ “จีนยังมีเป้าหมายในยุทธศาสตร์ทางการเงิน” เพื่อให้เงินหยวนมีบทบาทมากยิ่งขึ้นอันเป็นส่วนหนึ่งของเงินสำรองระหว่างประเทศ แล้วก็ประสบความสำเร็จในปี 2558 ได้รับการยอมรับการใช้ชำระเงินระหว่างประเทศได้ สังเกตจากเมื่อ “ต่างชาติค้าขายกับจีนต้องใช้เงินหยวน” แต่ต้องเจอชาติตะวันตกไม่ยอมรับเงินหยวนจนทำธุรกิจยาก “จีน” แก้ปัญหาด้วยการตั้งธนาคารพาณิชย์อุตสาหกรรมแห่งประเทศจีน (ICBC) ทั่วโลก แล้วเกิดเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ ทั้ง Fin Tech และ Tech Fin รวมทั้งเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (DLT)เช่นเดียวกับ Blockchain และการสร้างเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของประเทศ (Central Bank Digital Currency) ทำให้สามารถเดินไปสู่การทำเงินหยวนดิจิทัลที่ได้รับการการันตีโดยธนาคารกลาง สิ่งที่น่าสนใจ “จีนประกาศนโยบาย Made in China 2025” มุ่งพัฒนาการผลิตยักษ์ใหญ่เน้นคุณภาพใน 10 ปี ย้ำข้อสุดท้าย “ประกาศเป็นชั้นนำทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปี 2030” ทำให้เห็นว่า “จีนเขย่าโลกได้จริง” เพราะเปลี่ยนภูมิสถาปัตย์ทางเศรษฐกิจ และการเมืองโลกจากความแข็งแกร่งในประเทศประเด็นสำคัญมีอยู่ว่า “จีนเบอร์ 2 สามารถแข่งกับชาติมหาอำนาจสหรัฐฯเบอร์ 1 ได้” ตั้งแต่การแข่งขันทางเทคโนโลยีเพื่อให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และ Cyber Security การแข่งขันในการมีอิทธิพลในเอเชีย การแข่งขันกันหามิตรผ่านกรอบความร่วมมือด้านต่างๆ การแข่งขันหามิตรผ่านการทูตเชิงสุขภาพการแข่งขันกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาค และภูมิภาค การแข่งขันด้านค่านิยมระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล การแข่งขันวางจุดยืนเวทีระหว่างประเทศให้ชัดเจน ยืดหยุ่นได้ดีและคำถามว่า “ประเทศไทยจะอยู่อย่างไร” เรื่องแรก...ไทยต้องเข้าใจยุทธศาสตร์ นโยบายของจีน แล้วที่ผ่านมาเราไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง เพียงพอ และเข้าใจยุทธศาสตร์การแข่งขันด้านการต่างประเทศของชาติมหาอำนาจ แล้วต้องสร้างสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยไม่เลือกประเทศใดประเทศหนึ่ง หนำซ้ำไทยควรแน่นแฟ้นในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและอาเซียน เพราะชาติมหาอำนาจกำลังเฝ้ามองอาเซียนที่จะเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาค และไทยต้องมีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับชาติมหาอำนาจในระดับรอง เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย เพื่อถ่วงให้เกิดสมดุลระหว่างจีนและสหรัฐฯขอเสนอว่า “ไทยควรเข้าหาอินเดียมากกว่านี้” ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง แล้วมีจุดยืนทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่มีบูรณาการให้เกิดปฏิสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจหลายด้านแล้วถัดมาคือ “การดึงประโยชน์จากยุทธศาสตร์ของชาติมหาอำนาจ” ที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ทางด้านต่างประเทศให้ชัดเจนมากขึ้นในยุคประเทศมหาอำนาจแข่งกันสูงนี้ “เราต้องอยู่แบบไทยๆใกล้ชิดกับชาติมหาอำนาจทุกฝ่าย” สร้างความเป็นเพื่อนจับมือให้ถูกทางด้วยยุทธศาสตร์ชาญฉลาดขึ้น เร็วขึ้น ยืดหยุ่นมากขึ้น และปรับตัวเร็วขึ้น สุดท้ายขอให้เร่งประสานองคาพยพและภาคส่วนต่างๆของไทย เพื่อทำให้ประเทศอยู่ได้ ท่ามกลางจีนและมหาอำนาจอื่นกำลังเขย่าโลกอยู่ในปัจจุบัน...และขอแสดงความยินดีกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ที่ทำงานทุ่มเทต่อสังคมไทยทั้งให้ข้อมูลข่าวสารความรู้มาตลอด 67 ปีนี้...