เคราะห์ซ้ำกรรม ซัดซ้ำเติม “คนหาเช้ากินค่ำ” ต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาก เมื่อเนื้อหมูปรับราคาแพงหูฉี่แล้วเนื้อไก่ เนื้อเป็ด ไข่ไก่ พลอยต้องปรับราคาตาม ไม่เว้นแม้แต่ก๊าซหุงต้ม ค่าไฟ ค่าทางด่วนก็ขยับขึ้นเช่นกัน ยกเว้นค่าแรงขั้นต่ำยังตรึงราคาคงที่มา 2 ปีแล้วต้นเหตุเนื้อหมูแพงตามกล่าวอ้างเกิดจากโรคอหิวาต์แอฟริการะบาดในหมูป่วยตายมานับปีจนขาดตลาด แล้วนับแต่ 1 ม.ค.2565 เนื้อหมูปรับขึ้น 106-260 บาท เนื้อไก่ปรับขึ้น 60-80 บาท/กก. ไข่ไก่ปรับแผงละ 6 บาทการขยับวัตถุดิบแพงขึ้นนี้ทำให้ “ร้านอาหารจานด่วน” ต้องปรับราคาอาหารตามสั่ง ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวเพิ่ม 5-10 บาท ทำให้ต้นทุนค่าครองชีพคนไทยสูงขึ้นได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้าซ้ำเติมโควิด-19 ระบาด ยุคโรคระบาดข้าวยากหมากแพงนี้ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ และสินค้าบริโภคอื่น ปรับราคาสูงขึ้นมีหลายสาเหตุทั้งโรคระบาด ฤดูกาลผลิต ราคาน้ำมัน และการปรับค่าทางด่วนที่เกิดขึ้นพร้อมกันแต่คิดว่า “ราคาสินค้าบริโภค” น่าจะมีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้นได้ในไม่กี่เดือนนี้ “ยกเว้นเนื้อหมู” ที่ยังมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนปีนี้น่าจะมีการปรับราคาสูงขึ้นหูฉี่แน่นอนตอกย้ำว่า “วิกฤติโรคอหิวาต์แอฟริกาหมูระบาดในไทย” ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยเร็ววันนี้ ดังนั้นควรต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ด้วยว่า “คนไทยจะไม่มีโอกาสได้กินเนื้อหมูถูกอย่างน้อย 1 ปีแน่นอน” เพราะโรคระบาดค่อนข้างรุนแรงกระจายออกไปหลายพื้นที่ คงต้องใช้เวลาหลายวันจนถึงเดือนในการแก้ปัญหานี้ เพราะอันที่จริง “เหตุการณ์หมูตายยกฟาร์มเกิดขึ้นมานานนับปี” ในวงการผู้เลี้ยงหมูไทยรับรู้รับทราบมาตลอดเพียงแต่พวกเขาไม่ทราบสาเหตุการตายเท่านั้น แล้วเรื่องนี้สำนักข่าวต่างประเทศเคยเสนอข่าวโรคระบาดหมูในไทยมาตั้งแต่ 2 ปีก่อนด้วย ส่วนสัตวแพทย์สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสเมื่อใดคงต้องหาคำตอบกันต่อไปสิ่งสำคัญโรคอหิวาต์หมู “จีน” พบการระบาดมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนแล้วไม่นานก็เข้ามา “ในไทย” เกิดปัญหาการระบาดในหมูกันขึ้น แต่ว่าหน่วยงานภาครัฐกลับไม่ยอมพูดความจริงแล้วพยายามปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ “จนลุกลามเป็นวิกฤติโรคระบาดหมูตายมากมาย” สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรไปทั่วประเทศทำให้ “หมูในไทยขาดตลาด” ส่งผลต่อราคาหมูปรับแพงขึ้นหูฉี่ แต่เรื่องนี้ก็มิใช่เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น “ทั่วโลก” กำลังเผชิญปัญหาเช่นกัน โดยเฉพาะยุโรปสั่งซื้อหมูจากจีนต้องชะลอนำเข้านับแต่มีการระบาดใหม่ๆ จนทำให้หมูขาดตลาดยุโรปกระทบเป็นห่วงโซ่ไปในหลายประเทศตามมาอยู่ขณะนี้ทว่า “ประเทศไทย” ไม่มีการนำเข้าหมูจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่เลี้ยงชำแหละบริโภคขายกันเองในประเทศแล้ว “ส่งออกบางส่วนราว 1-2%” ฉะนั้นบ้านเราพึ่งพาหมูเลี้ยงในประเทศเป็นหลัก ประเด็นมีอยู่ว่า “เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญโรคอหิวาต์หมู” ทำให้หมูตายจำนวนมากจนขาดตลาด ในภาวะประชาชนเดือดร้อนเช่นนี้ “วิธีแก้เฉพาะหน้าควรเปิดการนำเข้าหมูชั่วคราว” แต่ว่าฝ่ายการเมืองไม่ยอมตรงไปตรงมาแก้ปัญหา มัวเกรงใจ “ผู้ประกอบการรายใหญ่”? จนไม่กล้าตัดสินใจออกนโยบายนำเข้าหมูด้วยซ้ำถัดมา “ประกาศใช้ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2538” เพราะโรคนี้ระบาดมา 2 ปีแล้ว เพื่อให้กรมปศุสัตว์มีอำนาจตามกฎหมายควบคุมสกัดกั้น พื้นที่มีการระบาดของโรคไม่ให้กระจายออกไปมากกว่าเดิม ทั้งยังสามารถระดมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจฟาร์มหมูทั่วประเทศได้สะดวกในยามการเกิดโรคระบาดวิกฤติครั้งนี้อันไม่ใช่สุ่มตรวจ 300 เคส สรุปพบเชื้อในหมู 1 เคส ทั้งที่โรคระบาดมาแล้ว 2 ปี กลับเจอเคสเดียว “ตอนนี้รัฐบาลต้องยอมรับความจริง “ประเทศไทยเกิดวิกฤติโรคระบาดหมู” แล้วประกาศใช้ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ฯ ยกระดับนโยบาย Proactive ทำงานเชิงรุก มิเช่นนั้นจะไม่อาจจ่ายค่าชดเชยบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรฟื้นฟูกลับมาเลี้ยงหมูใหม่ได้ ทำให้หมูในตลาดคงแพงกระทบประชาชนเช่นเดิม” รศ.ดร.นิพนธ์ ว่า ย้ำว่าตลอด 2 ปีมานี้ “ผู้เลี้ยงหมู” ได้รับความเดือดร้อนหนักมาก สาเหตุเพราะไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ฯ ทำให้ไม่มีการทำลายจัดการกับหมูติดเชื้อโรคแล้วมีการเคลื่อนย้ายหมูจนแพร่ระบาดไปทั่วในหลายพื้นที่ กลายเป็นเสมือนปล่อยเชื้อกระจายออกไปเป็นวงกว้างกว่าเดิม แบบนี้ต้องการทำเพื่อใครหรือไม่...?ยกตัวอย่างครั้งที่มี “โรคไข้หวัดนกในไทย” เริ่มระบาดปลายปี 2546 ในช่วงแรกๆก็ปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาดเช่นกัน ก่อนมีรายงานอย่างเป็นทางการต้นปี 2547 ที่มีการก่อโรคในคนจนประกาศใช้ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ฯ ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ของโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกและคนได้ในเวลาต่อมาจนถึงวันนี้ดังนั้นภาวะวิกฤติโรคระบาดหมูเช่นนี้ที่ยัง “ไม่มีวัคซีนป้องกันโรค” สิ่งสำคัญจำเป็นอย่างยิ่งคือ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ฯจะเป็นเครื่องมือให้ “กรม ปศุสัตว์” สามารถมีอำนาจควบคุมตรวจคัดกรองฟาร์มหมูทั่วราชอาณาจักร พร้อมสกัดกั้นการเคลื่อนย้ายหมูออกนอกพื้นที่ได้เข้มงวด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดออกไปอีกอย่างกรณี “จีน” แม้มีการออกมาตรการห้ามเคลื่อนย้ายหมูเด็ดขาดในการสกัดกั้นเชื้อไวรัสอหิวาต์หมูแบบทันทีทันใด 4 จังหวัด แต่ภายใน 2-3 เดือนต่อมา “โรคระบาดหมู” กลับแผ่ขยายออกไปอีก 7-8 จังหวัด แล้วแพร่กระจายระบาดหนักไปทั่วประเทศภายในเวลาไม่กี่เดือนด้วยซ้ำ สะท้อนให้เห็นว่า “โรคอหิวาต์หมู” แพร่ระบาดได้รวดเร็วมากแล้ว “ในไทยระบาดมา 2 ปี” โดยที่ไม่มีมาตรการใดๆออกมาจัดการด้วยซ้ำ ทำให้นึกภาพไม่ออกว่า “เชื้อไวรัส” กระจายออกไปในพื้นที่ใดบ้างแล้วประการถัดมา “รัฐบาลต้องปรับนโยบายเปิดการนำเข้าหมูจากต่างประเทศ” เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนหมูในตลาดอันเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้ “ผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำจากโควิด-19 ระบาด” เพราะถ้ามีการอนุมัติออกนโยบายแล้วกว่าจะสามารถนำเข้าอาจต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 2 เดือนด้วยเหตุเพราะ “ปัญหาหมูขาดแคลนราคาสูงนี้จะอยู่กับคนไทยไปอีกนาน” ดังนั้นแม้ว่า “การนำเข้าเนื้อหมูจะราคาสูงกว่าปกติอยู่บ้าง” แต่ก็คงไม่แพงเท่าที่เป็นอยู่นี้ แล้วถ้า “การนำเข้าไม่เก็บภาษี” ก็จะมีเฉพาะค่าขนส่งยิ่งทำให้ราคาถูกลงกว่าเดิม เพราะหากไม่ปล่อยให้นำเข้า ราคาเนื้อหมูจะมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกแน่ๆแล้วยังมาเจอ “เศรษฐกิจไทยเงินเฟ้อ” ปัญหาส่วนหนึ่งเกี่ยวเนื่องกับ “การกู้เงินแจกช่วยเหลือประชาชนกระตุ้นเศรษฐกิจ” เช่น การแจกเงินให้คนท่องเที่ยว สร้างแรงจูงใจให้คนใช้จ่าย ทำให้ราคาเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น สาเหตุ “การกู้เงิน” ก็เพื่อช่วยประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ฝืดเคืองมาก เพราะถ้าเศรษฐกิจฝืดเคืองหนักยิ่งทำให้ความยากจนเพิ่มขึ้นแล้วเป็นเช่นนั้น “รัฐบาล” อาจจะอยู่ต่อไม่ได้ ดังนั้นในยามสถานการณ์วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ในหลายประเทศมีการแจกเงินแบบนี้มากมาย เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์สุดท้าย “เรื่องราคาหมูแพง” เป็นปัญหาหมูขาดตลาดจากโรคระบาด “ถ้าไม่ปรับนโยบาย 2 เรื่องที่กล่าวมาแก้ราคาหมู” จะกระทบต่อเทศกาลตรุษจีนให้หมู และสินค้าอื่นปรับขึ้นรอบ 2 อีกแน่นอน “รัฐบาล” ต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ฯ และนำเข้าหมูช่วงสั้น 3-6 เดือน ถ้าสถานการณ์คลี่คลายก็หยุดนำเข้าได้ทันทีฉะนั้นยุคเศรษฐกิจตกต่ำ “ผู้คนมีรายได้ไม่เพิ่ม” แถมคนตกงานกันเป็นล้านคนต้องมาเจอ “ภาวะข้าวยากหมากแพง” แบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจนทนกันไม่ไหวกันแล้วนี้ “รัฐบาล” ต้องตัดสินใจออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนเร่งด่วนก่อนที่จะพากันอดตาย...