การเมืองคือละคร แต่ถึงตอนหักกันแบบเอาตาย มันยากจะซ่อนอาการทางใจตีบทไม่แตก แหกตาคนดูไม่ได้แม้แต่ในหมู่พี่น้องที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ กินข้าวหม้อเดียวกันมาก็เถอะ ถามว่า วันนี้ยังสนิทใจกันแค่ไหน กับคำถาม “ท่านอยากเป็นนายกฯหรือ”แค่แหย่กระเซ้า หรือเอาของจริงมาพูดให้คนนอกรู้ทันและเห็นๆกันรายการจัดฉากเคลียร์ที่บ้านป่ารอยต่อฯมันไม่จบ เพราะคะแนนโหวตมันประจานนายกฯเกือบกินบ๊วย แต้มไว้วางใจเกือบที่โหล่ ตรงกันข้ามยึดแชมป์คะแนนไม่วางใจสูงสุด ต่อให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ชูกำปั้นโชว์ “นายกฯใจใหญ่”นั่นก็แค่ลีลาคนโดนตบหน้าชา ต้องกลบเกลื่อนความรู้สึกของจริงรอยร้าวมันลึกฉาบไม่มิด ตามฉากที่นักข่าวรายงานบรรยากาศในที่ประชุม ครม.นัดแรกแบบเผชิญหน้ากันจะจะ แต่มองหน้ากันไม่ติด ถึงขั้นเมินไม่รับไหว้ ไม่พูดไม่จาอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ก็เกิด “ฟ้าผ่า” สะเทือนบ้านป่ารอยต่อฯแบบที่ชิงยื่นใบลาออกรักษาฟอร์มไม่ทัน “โดนปลด” ตามราชกิจจานุเบกษาประกาศให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ กับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี“บิ๊กตู่” เล่นบทผู้ชนะศึกปราบกบฏ สกัดขบวนการโค่นอำนาจ โอกาสดาบกลับมาอยู่ในมือตามสูตร ต้องสำเร็จโทษผู้ก่อการหักหาญกันแบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพิ่งยืนกรานเสียงแข็ง นายกฯบอกไม่มีการปรับ ครม. ไม่ปลด ร.อ.ธรรมนัสแต่ถึงเวลาโดนทุบกล่องดวงใจทั้ง “ผู้กองนัส” ควบ “บิ๊กอาย”เพราะความร้ายกาจของการเมืองแบบไทยๆ ไม่ได้มีสปิริต เหมือนตำนาน “สามก๊ก” ในศึกผาแดง ที่ “กวนอู” ปล่อย “โจโฉ” หนีพ่ายศึกกลับไปตั้งหลัก แสดงนํ้าใจให้ศัตรูถือเป็นบุญคุณ“สามก๊กฉบับ 3 ป.” ไร้ซึ่งคุณธรรมสำนึกขนาดนั้นมันคือไฟต์บังคับ “ประยุทธ์” ถ้าไม่จัดการ “เชือด” กบฏ ก็เท่ากับรอโดน “เชือด” ซะเองวันนี้รอดเพราะ “คอแดง” ช่วยไว้ทัน แต่วันหน้าไม่มีหลักประกันแต่เมื่อตัดสินใจเล่นบทโหด จัดการประหารหัวหน้าทีมกบฏ สำเร็จโทษ “ผู้กองนัส” เชือดประจานพร้อม “มาดามบิ๊กอาย”ดาบแรกโละออกจาก ครม. ก็ไม่น่ารอดดาบสอง ยึดเก้าอี้เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐมันเท่ากับ “บิ๊กตู่” ตัดแขนตัดขาตัวเองสะเทือนแผนยึดสนามเลือกตั้ง ลากยาวไปต่อเกมอำนาจขาด “ผู้กองนัส” ก็เหมือนหมากรุกไม่มี “ม้า” คอยช่วย “ขุน”ในสภาพพวกสวามิภักดิ์ที่เหลืออยู่ ทั้ง “สันติ พร้อมพัฒน์” ขาใหญ่ทีมเมืองมะขามหวาน “สมศักดิ์ เทพสุทิน–สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ทีมสามมิตร ไปยัน “สุชาติ ชมกลิ่น” หรือ “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์”ก็แค่กองกำลัง “ชนกลุ่มน้อย” ที่กระจัด กระจายไม่ใช่สภาพของค่ายใหญ่ ครบเครื่องระดับเป็นฐานรองอำนาจแกนนำรัฐบาลหรือจะหวังพึ่งบริการ “ปลัดฉิ่ง” ฉัตรชัย พรหมเลิศ ที่พ้นสภาพปลัดประเทศไทย ขนกล้วยกองกลางมาเต็มตู้เสบียงรถไฟ จ่อตั้งป้อมค่ายใหม่ หรือรีแบรนดิ้ง พปชร. ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ในสภาพที่ขุมข่าย 3 ป. ล้างนํ้ากันใหม่ ก็ขายเป็นแค่ “อะไหล่เชียงกง”“คราบสนิมเน่า” ยังฝังแน่นในแผนสืบทอดอำนาจที่ไร้จุดหมายไม่ใช่ “สินค้าขึ้นห้าง” เหมือนตอน “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” กับทีมเทคโนแครต อย่าง “อุตตม สาวนายน–สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์–สุวิทย์ เมษินทรีย์” ช่วยก่อร่างสร้างพรรคพลังประชารัฐจุดขายชัดในความเป็นมืออาชีพทางเศรษฐกิจ ภารกิจช่วย “บิ๊กตู่” คุมความสงบแต่ตอนนี้ 3ป. รวนทั้งระบบ พลังประชารัฐสนิมการเมืองเน่าเกาะกินจนแทบไม่เหลือสภาพชิ้นดี ตีกันเละจนเกือบไม่เหลือสถานะพรรคการ เมือง แตกกันแบบที่ใช้รังที่ทำการพรรคร่วมกันไม่ได้หลังเกิดเหตุ เกือบตะบันหน้ากันต่อหน้า “พี่ใหญ่” ตึกสมบัติส่วนตัวของ “เสี่ยสันติ” สงวนสิทธิ์ไว้ให้เฉพาะพวกสวามิภักดิ์ “บิ๊กตู่” ส่วนทีม “ผู้กองนัส” ต้องระเห็จหาที่อยู่ใหม่แยกกันอยู่ รอวันพรรคแตก ทางใครทางมันหักดิบกันทีก็ย้ายที่ทำการพรรคที เป็นรอบที่สามแล้ว ที่ทีมพลังประชารัฐต้องเปลี่ยนรังใหม่แต่เชื่อเถอะต่อให้โคตรซินแสก็แก้เคล็ดไม่ได้ ในเมื่อปัจจุบันเหตุไม่ได้อยู่ที่ “ฮวงจุ้ย”เห็นๆกันอยู่ว่า คนมัน “เฮงซวย” มากกว่า.“ตะวัน ทรงกลด”