ประกาศออกมาเรียบร้อยแล้วนะครับ “กฎเหล็ก” สำหรับโรมรันพันตูกับการระบาดรอบ 3 อันหนักหนาสาหัสของโควิด-19 ที่กำลังเขย่าขวัญคนไทยอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่ “ยาแรง” ถึงขั้นประกาศ “เคอร์ฟิว” อย่างที่มีการคาดการณ์เอาไว้ตอนแรกๆเป็นเพียงยาขนาดรองๆประเภท “แบ่งโซน” และ “จำกัดเวลา” พร้อมออก “ข้อบังคับ” ในการปฏิบัติโน่นนี่ ทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำงาน...ยาวเหยียดเป็นบัญชีหางว่าวกรุณาไปหาอ่านกันเองนะครับ...โดยเฉพาะแฟนๆหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่ลงรายละเอียดไว้แบบครบถ้วน สามารถตัดเก็บแปะข้างฝาไว้สำหรับเป็นคู่มือในการใช้ชีวิตประจำวันนับจากนี้ไปอีก 14 วันผมเห็นด้วยครับที่รัฐบาลตัดสินใจในแนวนี้...คือไม่ได้มองเฉพาะการต่อสู้โควิดอย่างเดียว แต่มองถึงผลด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วยหากงวดนี้ใช้ “ยาแรง” ถึงขั้น “เคอร์ฟิว” หรือ “ล็อกดาวน์” เข้มข้นอย่างที่ก็มีหลายท่านอยากให้ใช้...เศรษฐกิจไทยอาจถึงขั้นโดนน็อกชนิดปลุกไม่ตื่นฟื้นไม่มีเอาเลยทีเดียวสำหรับตัวยาที่เราใช้ครั้งนี้แม้จะไม่แรงสุดๆ แต่ก็หนักอยู่เหมือนกัน และก็คงจะสร้างความอึดอัดแก่ประชาชนชาวไทยมิใช่น้อยที่จะต้องโดนจำกัดความสะดวกสบายโน่นนี่ในหลายๆเรื่องขอให้อดทนนะครับ และพยายามปฏิบัติตามกฎกติกาทุกข้ออย่างเคร่งครัด...ผมเชื่อว่าจะช่วยตัดวงจรการแพร่ระบาด ซึ่งจะทำให้อัตราผู้ติดเชื้อรายวันลดลงจนมาอยู่ในระดับที่สามารถรับมือไหวในที่สุดที่ผมเชื่อมั่นว่าการปฏิบัติตามกติกา หรือการมี “วินัย” พร้อมที่จะปฏิบัติตามมาตรการต่างๆอย่างเคร่งครัด จะประสบผลสำเร็จก็เพราะมีตัวอย่างที่ชัดเจนให้เห็นในหลายๆประเทศทั่วโลกรวมทั้ง อังกฤษ ที่ได้รับคำชื่นชมเมื่อ 2-3 วันที่แล้วว่าสามารถ “เอาอยู่” ในระลอกนี้สามารถทำให้อัตราผู้ติดเชื้อรายวันที่พุ่งกระฉูดเกินหลัก 10,000 มาเกือบ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ลดลงเหลือแค่วันละ 2,000 กว่าในระยะหลังๆ จนอังกฤษสามารถผ่อนคลายมาตรการ จนผู้คนออกไปฉลองเฮฮากันได้...นั่นแหละครับ เมื่อวันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันสงกรานต์บ้านเรานี่เอง ท่านนายกรัฐมนตรีอังกฤษ คุณ บอริส จอห์นสัน ท่านออกมาแถลงกับประชาชนพลเมืองของท่านอย่างเป็นทางการว่า ผลสำเร็จของอังกฤษครั้งนี้มาจากการ “ล็อกดาวน์” และมาตรการเข้มข้นที่อังกฤษประกาศใช้โดยตรงมิใช่มาจากมาตรการ “ฉีดวัคซีน” ที่ผ่านมาเท่าใดนัก แม้ว่าอังกฤษจะดำเนินได้ตามเป้าหมายที่วางไว้คือ สามารถฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มเป้าหมาย 9 กลุ่มแรกได้อย่างครบถ้วนและฉีดประชากรทั่วไปแล้วกว่าร้อยละ 55“แน่ละผลการฉีดวัคซีนมีส่วนช่วย...แต่การลดลงได้ของการระบาดส่วนใหญ่ครั้งนี้เป็นผลมาจากการ ล็อกดาวน์” ท่านกล่าวเอาไว้ประโยคหนึ่ง“บัดนี้เราเลิกล็อกดาวน์แล้ว ผลลัพธ์บางอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการแพร่ระบาดอาจกลับมาเพิ่มขึ้นอีก และผู้คนของเราก็อาจต้องเข้าโรงพยาบาลกันอีก หรือมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก”พร้อมกับยํ้าอย่างหนักแน่นว่า คนอังกฤษยังจะต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังต่อไป แม้แผนการฉีดวัคซีนจะเป็นไปตามเป้าก็เถอะสรุปก็คือ การใช้ “ยาแรง” ในแต่ละครั้งย่อมมีผลในการหยุด “โรค” ได้แน่นอน แต่ก็ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจใหญ่หลวง ถ้าไม่จำเป็นไม่มีประเทศไหนอยากใช้ดังเช่นรัฐบาลอังกฤษที่พอใช้แล้วสำเร็จต้องรีบเตือนประชาชนมิให้ “การ์ดตก” ในทันทีทันควัน เพราะเกรงว่าหากต้องใช้อีกประเทศชาติจะกระอักกว่านี้แม้ตัวยาของเราคราวนี้จะหนักพอควรแต่ก็ไม่หนักถึงที่สุด และจะทดลองใช้แค่ 14 วันก่อน ถ้าเอาไม่อยู่ค่อยใช้ “ยาแรง” ภายหลังผมเองเชื่อว่าถ้าเราปฏิบัติตามกฎกติกาที่ออกมาอย่างเคร่งครัด หรือมี “วินัย” อย่างเคร่งครัด ไม่ฝ่าฝืนหรือลักลอบทำโน่นทำนี่...เอาอยู่แน่นอน ไม่ถึงขั้นต้องใช้ยาแรงเพิ่มเติมอะไรอีกแต่พูดก็พูดเหอะ เรื่อง “วินัย” เนี่ยผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่พร้อมปฏิบัติอยู่แล้ว...เป็นห่วงก็แต่พวก “มีเส้น” “มีสาย” และ “มีสี” ทั้งหลายมากกว่าที่แหกกฎเป็นประจำ...ระลอก 2, ระลอก 3 น่ะฝีมือพวกนี้ทั้งสิ้นฝาก “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กปั๊ด” ให้ช่วยจับตาดูแลพวก “สารพัด ส.” เหล่านี้เอาไว้ด้วยนะครับ...อย่าให้ “โป๊ะแตก” อีกหนก็แล้วกัน.“ซูม”