“ฝุ่นพิษ PM2.5 ทำป่วยแล้วเกือบหมื่น เชียงใหม่อากาศแย่อันดับ 1 ของโลก” นี่คือหนึ่งในข่าวร้อนบาดหัวใจช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พูดถึงเงื่อนปัญหาเรื้อรังเรื่องฝุ่น “PM2.5” ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือ “ไฟป่า”ดร.เจน ชาญณรงค์ เป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามช่วยแก้ปัญหา “PM 2.5” ในนาม “ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล” ซึ่งรวบรวมผู้มีความรู้สาขาต่างๆ มาพยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อหวังจะเป็นแนวทางที่ช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น เปิดประเด็น“เมื่อดูจุดความร้อนที่ปรากฏบนแผนที่จะพบว่าพื้นที่เผาไหม้ส่วนใหญ่เกิดในเขตป่า ซึ่งกินบริเวณกว้างและเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน ทางชมรมจึงลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิงซึ่งเกิดไฟป่าจำนวนมาก และพบว่าการจะแก้ปัญหาได้นั้นต้องทำไปถึงเรื่อง...ปากท้องของชาวบ้าน จึงจะเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว” ดร.เจน ชาญณรงค์ดร.เจน เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลไปศึกษาต่อปริญญาโท สาขาวิศวกรรมเครื่องกล และปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมการผลิตที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา จากนั้นกลับมาเป็นอาจารย์แล้ว...หันไปทำงานในอุตสาหกรรมการบิน ปัจจุบันทำงานอยู่ในภาคเอกชนเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 สมเด็จพระเทพฯ ทรงปรารภกับประธานชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลว่า...ถึงเวลาที่นักเรียนทุนควรรวมตัวกันแก้ปัญหานี้ให้ประชาชนดูพวกเราถูกส่งเรียนมา 80 ปี มีผู้จบมาแล้วประมาณ 380 คน ครึ่งหนึ่งเป็นแพทย์ ที่เหลือเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร สัตวแพทย์ มีความรู้สหสาขา ขณะที่ผมสนใจเรื่องนี้อยู่แล้วเพราะอาชีพเก่าของผมคือการทำสายการบินที่บินใกล้ๆ เช่น เชียงใหม่-ปาย พื้นที่ที่บินก็มีแต่ฝุ่นในฤดูแล้ง ผมต้องอยู่กับสภาพอากาศจึงสนใจเรื่องฝุ่น ลม ฟ้า ที่ผ่านมาได้ถ่ายทอดความสนใจนี้ให้ออกมาเป็นข้อมูลที่สื่อสารง่ายในเพจ...ฝ่าฝุ่น โดยเรียกตัวเองว่า “นักเดาฝุ่น” จากการพยากรณ์สถานการณ์ฝุ่นด้วยข้อมูลจากดาวเทียมของนาซาที่ให้บริการผ่าน FIRMS ประกอบกับการดูทิศทางลมซึ่งเป็นข้อมูลที่เข้าถึงได้ทั่วไป“ปีที่แล้ว...เห็นว่าสังคมอยู่ในภาวะสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะราชการไปทาง เราไปทาง คำอธิบายก็ไม่มี จึงเห็นว่าสังคมควรรวมตัวทำอะไรสักที สุดท้ายเลยรับเป็นประธานอนุกรรมการศึกษาวิจัยฝุ่น PM 2.5 ให้กับชมรม” กลุ่มที่รวมตัวกันมีประมาณ 20 คน มีแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และไม่ใช่เฉพาะคนในชมรม แต่ยังมีเพื่อนๆที่เป็นนักวิชาการ นักประมง นักบริหารทรัพยากรน้ำ ดิน เกษตร ถ้าเรามีโจทย์เฉพาะก็จะติดต่อเขาไป ...รู้สึกว่าต้องตอบแทนประเทศ พร้อมจะทำงานฟรีให้นอกเหนือจากงานประจำ ออกไปแก้ปัญหาเมื่อปีที่ผ่านมาได้เริ่มระยะที่ 1 ภายใต้โครงการ “PepsiCo Grow More สร้างป่า รักษ์น้ำ” ร่วมใจเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ลดความเสื่อมโทรมของพื้นที่ และลดปัญหาฝุ่น PM2.5 สู่ความยั่งยืนวางแผนดำเนินงานไว้ 3-5 ปี ผนึกกำลังกับทั้งทางภาครัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กลุ่มเกษตรกรชุมชนในพื้นที่ และกำลังสำคัญกลุ่มนักวิชาการจากชมรมในทุกๆเรื่องอาทิ ถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ที่มีการเติมสปอร์เห็ดเผาะให้กับกล้าไม้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของพืชและจุลินทรีย์ในกลุ่มเห็ดราตามธรรมชาติ เมื่อปลูกป่าไป 2-3 ปีเห็ดราคาแพงงอกออกมาโดยที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ต้นไม้โต ไม่ต้องเผาป่าหาเห็ดอีกต่อไป...ปลูกป่าแบบผสมผสาน ด้วยศาสตร์แห่งพระราชาแน่นอนว่าการเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารสีเขียว ลดปัญหาเรื่องการเผาป่า ก็จะช่วยลดปัจจัยที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5 ไปในตัว ...บูรณาการเพื่อการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืนทำวันนี้เพื่ออนาคต แล้ว...ก็ต้องตระหนักรู้ อย่าตื่นตัวจนเกิดอาการตื่นตูมจนเกินเหตุ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ บอกว่า คนไทยอย่าตื่นตระหนกกับฝุ่น PM2.5 มากเกินไป...มลพิษในอากาศขึ้นอยู่กับการปล่อยออกมาจาก “แหล่งกำเนิด” และ “สภาพภูมิอากาศ” นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์“สภาพภูมิอากาศเราควบคุมไม่ได้ คนไทยต้องให้ความร่วมมือลดแหล่งกำเนิด ลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ ลดการใช้เตาถ่าน เตาที่ใช้ฟืน ดูแลสภาพรถ ไม่ปล่อยควันดำ หยุดเผาเศษซากพืช...วัชพืช”ตำรวจต้องเพิ่มความเข้มข้นตรวจจับควันดำ...เศรษฐกิจไทยขณะนี้ติดลบอย่างน้อย 8% ไม่ควรเอาเงินไปใช้ในสิ่งที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ เช่น ฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อลดปริมาณการฟุ้งกระจายฝุ่นละออง นำรถบรรทุกน้ำออกทำความสะอาด พ่นน้ำจากสะพานลอย...ตึกสูง ช่วยในด้านจิตวิทยา แต่ไม่ช่วยด้านสุขภาพประชาชนอย่า...“ตื่นตระหนก” หรือ “วิตกกังวล” ขอให้ใช้ชีวิตกันตามปกตินพ.มนูญ ย้ำว่า ฝุ่น PM2.5 มีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมี มีฝุ่นจากทะเลทราย ไฟป่า ภูเขาไฟระเบิด มนุษย์มีวิวัฒนาการสามารถปรับตัวทาง พันธุกรรม มีชีวิตรอดมาได้...ประเทศไทยเพิ่งจะมีเครื่องมือตรวจวัดได้ไม่ถึง 10 ปี ถ้าดูย้อนหลังไป 70 ปี ถึงแม้เราจะหายใจฝุ่น PM2.5 มาตลอด... อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอายุเฉลี่ยแต่ก่อน 50 ปี ปัจจุบันผู้ชายเพิ่มเป็น 73 ปี ผู้หญิงเพิ่มเป็น 80 ปี เชื่อว่า...อีก 20 ปีข้างหน้าอายุเฉลี่ยของคนไทยจะเพิ่มขึ้นอีก ผู้ชาย 76 ปี ผู้หญิง 83 ปี เพราะฉะนั้นอย่าวิตกกังวลมากเกินไปกับฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะถ้าตัวเองไม่สูบบุหรี่ในวันที่ฝุ่น PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน แนะนำให้กลุ่มเสี่ยงคือ เด็กเล็ก...ผู้หญิงตั้งครรภ์...คนสูงอายุ...คนที่มีโรคเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ทางจมูก หอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดในสมองตีบ งดทำกิจกรรมและออกกำลังกายนอกบ้าน ใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้าน“หน้ากากอนามัยป้องกันได้ทั้งโรคโควิด-19 และฝุ่น คนปกติแนะนำให้อยู่กลางแจ้งได้ เพราะโอกาสรับเชื้อไวรัสโควิด-19 ในที่กลางแจ้งน้อยกว่าในที่ร่มมาก...โรคโควิด-19 เป็นโรคใกล้ตัว อันตรายกว่าฝุ่น PM2.5 มาก ติดเชื้อแล้วมีโอกาสป่วยหนักเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น” องค์การอนามัยโลกกำหนดค่ามาตรฐานของฝุ่น PM2.5 ไม่ให้เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรใน 24 ชั่วโมง...ตัวเลข 25 ไม่ได้บอกว่าปลอดภัย นักวิจัยตั้งสมมติฐานเปรียบเทียบอันตรายของฝุ่น 25 มคก./ลบ.ม. (22-28) ใน 24 ชม.เท่ากับสูบบุหรี่ 1 มวน/วัน...ประเทศไทยตั้งค่ามาตรฐานที่ 50 มคก./ลบ.ม.ใน 24 ชม.เท่ากับสูบบุหรี่ 2 มวน...ถ้าบางวันค่าฝุ่น PM2.5 ขึ้นไปเป็น 75 หรือ 100 ก็เท่ากับสูบบุหรี่ 3 หรือ 4 มวน/วัน...ประเทศไทยดีกว่าประเทศอินเดีย บางวันในประเทศอินเดียค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับสูบบุหรี่ 25 มวนใน 1 ปีกรุงเทพฯ มีวันที่ฝุ่น PM2.5 เกิน 50 มคก./ลบ.ม. ประมาณ 50 วัน...บวกกับ 315 วันที่เหลือประมาณ 25 มคก./ลบ.ม.จะเท่ากับสูบบุหรี่ประมาณ 200 + 315 = 515 มวน/ปี อันตรายจากการสูบบุหรี่มากกว่ามลพิษทางอากาศเป็น 10-20 เท่า...มีข้อมูล “คนสูบบุหรี่” อายุเฉลี่ยสั้นกว่าคนไม่สูบถึง 10 ปีสำหรับมลพิษทางอากาศทำให้อายุเฉลี่ยสั้นลง 0.8-1.6 ปี การหายใจควันบุหรี่หรือฝุ่น PM2.5 ต้องใช้เวลากว่า 20 ปี จะเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง โรคมะเร็งปอดนพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ สรุปสั้นๆว่า...“คนไทยอย่าตื่นตระหนกกับฝุ่น PM2.5 มากเกินไป”.