การชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร ที่ถูกมองว่าแผ่วลงไปหลังการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่การแพร่ระบาดเริ่มซา เป็นการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “รีเดม” มุ่งหน้าบุกบ้านพักนายกรัฐมนตรี เกิดการปะทะกับตำรวจ มีการขว้างปาด้วยสิ่งของ ยิงด้วยกระสุนยาง การฉีดน้ำความดันสูงและแก๊สน้ำตากลายเป็นการชุมนุมที่เริ่มต้นด้วยความรุนแรง ต่างฝ่ายต่างโทษซึ่งกัน และกัน ฝ่ายตำรวจอ้างว่าบาดเจ็บ 27 คน เสียชีวิต 1 คน จากหัวใจวาย ส่วนผู้ชุมนุม ถูกจับกุม 22 คน ข้อหาที่เชื่อว่าต้องโดนแน่นอน คือ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน กฎหมายสามัญประจำบ้าน มีเสียงเตือนว่าวันนี้คนไทย “ติดกับความรุนแรง”ติดกับความรุนแรงทั้งตำรวจ และกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นสัญญาณอันตราย หรือระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิด ขอให้ดูการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.เป็นตัวอย่าง เป้าหมายของการชุมนุมคือ การปฏิรูปประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่กลับได้มาซึ่งรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจ นำประเทศถอยหลังสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบแกนนำ กปปส.หลายสิบคนถูก ศาลพิพากษาจำคุกคนละหลายปี รวมทั้งผู้นำ กปปส. 3 รัฐมนตรี และ ส.ส.หลายคน ต้องหลุดจากตำแหน่งทันที เป็นผลของการ “ชุมนุมด้วยความสงบและปราศจากอาวุธ” ตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและใช้ความรุนแรง ย่อมเสี่ยงต่อการกล่าวหาทำผิดกฎหมาย แม้แต่ในประเทศประชาธิปไตยตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา ประเทศประชาธิปไตยแนวหน้าของโลก รัฐธรรมนูญรับประกัน “เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ” ห้ามรัฐสภาออกกฎหมายลิดรอนโดยเด็ดขาด แต่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์และกลุ่มผู้สนับสนุน โดน ข้อหาก่อการกบฏ เดินขบวนก่อจลาจลในอาคารรัฐสภา เพราะเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบแต่รัฐธรรมนูญไทยแม้จะเขียนไว้ชัด “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ” แต่เป็นเสรีภาพที่ไม่เด็ดขาดเหมือนสหรัฐฯ เพราะยังเปิดช่องให้รัฐสภาออกกฎหมาย เพื่อกำจัดเสรีภาพในการชุมนุมได้ โดยอ้างความมั่นคงของรัฐ ทำให้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศการเมืองไทยวันนี้จึงไม่ต่างจากพม่ามากนัก พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประกาศว่า ไม่ได้ทำรัฐประหาร เพียงแต่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด คุมอำนาจปกครองประเทศ ส่วนประเทศไทยประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอ้างว่า เพื่อปราบปรามโควิด มอบอำนาจให้นายกรัฐมนตรีห้ามชุมนุม หรือห้ามออกนอกบ้าน เป็นต้น.