เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีข่าวแพร่สะพัดไปตามสื่อออนไลน์ต่างๆว่า สุเทพ วงศ์กำแหง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขับร้อง) เสียชีวิตแล้วอย่างสงบ ที่บ้านพักแขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนาแว่บแรกที่เห็นหัวข่าวผมภาวนาขอให้เป็น “เฟกนิวส์” หรือ “ข่าวปลอม” แต่เมื่อโทรศัพท์เข้ามาเช็กกับน้องๆที่โต๊ะข่าวก็ได้รับคำยืนยันว่า เป็นข่าวจริงแท้แน่นอน เพราะได้ตรวจสอบกับตำรวจ สน.คลองตัน แล้วผมนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ทำใจให้สงบ พร้อมสวดมนต์ขอให้ สุเทพ วงศ์กำแหง ที่ผมเรียกขานอย่างติดปากว่า “พี่เทพ” จงไปสู่สุคติและสถิตย์ ณ สรวงสวรรค์ตราบกาลนิรันดร์ผมก็เหมือนคนที่เกิดในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งหลายที่เติบใหญ่มาพร้อมกับเสียงเพลงของพี่สุเทพเพราะช่วงที่ผมอายุ 16-17 ปี กำลังเรียนมัธยม 5 มัธยม 6 เป็นหนุ่มรุ่นกระทงอยู่ที่ต่างจังหวัดนั้น เสียงเพลง “รักคุณเข้าแล้ว” และอีกหลายๆเพลงของพี่สุเทพกำลังเป็นเพลงฮิตที่โด่งดังไปทั่วทั้งประเทศไทยเป็นเพลงที่เด็กหนุ่มรุ่นเราใช้ร้องอย่างมีเลศนัย เวลาเดินผ่านกลุ่มเด็กสาวๆจากโรงเรียนสตรีรุ่นราวคราวเดียวกับเราในสมัยโน้นมีทั้งเวอร์ชันเสียงนุ่ม สไตล์ “เสียงขยี้แพรในฟองเบียร์” ของพี่สุเทพ และเวอร์ชันของ มิสคูมี่ นางเอกหนังจากฮ่องกงร้องออกสำเนียงจีนๆว่า “ลักคุงเข่าเลี้ยว” ซึ่งก็ฮิตไม่น้อยในยุคเดียวกันก่อน พ.ศ.2500 ตลาดเพลงเมืองไทยยังแบ่งออกเป็น 3 ตลาดใหญ่ๆ ได้แก่ เพลง “สุนทราภรณ์” ซึ่งผู้นิยมชมชอบมักจะเป็นข้าราชการ หรือบุคคลที่มีการศึกษา รํ่าเรียนสูงๆ ตามมหาวิทยาลัยต่างๆตลาดที่ 2 ซึ่งเรียกกันภายหลังว่าเพลง “ลูกกรุง” จะมี ชรินทร์ งามเมือง (ต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุลว่า นันทนาคร) นริศ อารีย์, สุเทพ วงศ์กำแหง และ สวลี ผกาพันธุ์ ฯลฯ เป็นนักร้องหลักๆลงไปถึงตลาดที่สาม ที่ภายหลังเรียกว่าเพลง ลูกทุ่ง มี คำรณ สัมบุญณานนท์, ชาญ เย็นแข และ สมยศ ทัศนะพันธุ์ ฯลฯ เป็นนักร้องขวัญใจของตลาดนี้เด็กหนุ่มต่างจังหวัดรุ่นผม แทบไม่มีใครรู้จัก “สุนทราภรณ์” เพราะเราจะเริ่มฟังเพลง และหัดร้องเพลงลูกทุ่งของคำรณ หรือสมยศกันก่อนตอนเด็กๆ และพอเริ่มเป็นหนุ่มกระทงจะหันมาเป็นแฟนเพลง ของ ชรินทร์, สุเทพ และ นริศ อารีย์ เป็นส่วนใหญ่เพลงโปรดของพวกเรารุ่นนั้น ของชรินทร์ก็คือ “ทาษเทวี” ของนริศ ได้แก่ “ผู้แพ้” และของพี่เทพ นอกจาก “รักคุณเข้าแล้ว” ยังมี “หรีดรัก” และ “บทเรียนก่อนวิวาห์” ที่พี่ร้องคู่กับ สวลี ผกาพันธุ์ เป็นต้นต้องยอมรับว่าเพลงของชรินทร์ค่อนข้างร้องยากกว่า เพราะต้องใช้เสียงสูง เพลงของนริศร้องไม่ยากนัก แต่มีดังๆไม่กี่เพลง ต่างกับเพลงของพี่เทพที่ร้องตามได้ง่าย และเสียงไม่สูงไปไม่ตํ่าไปดังนั้นแม้เราจะชอบเพลงของทั้ง 3 ท่าน พอๆกัน แต่เราจะร้องเพลงของพี่เทพมากกว่า เหตุเพราะร้องง่ายกว่านั่นเองสำหรับผมในยุคที่เสียงยังไม่แตก (เพราะสูบบุหรี่และดื่มจัดดังที่เคยเขียนสารภาพไว้บ้างแล้ว) ก็ได้อาศัยเพลงของพี่เทพเป็นเพลงหากิน ที่ใช้ร้องในงานเลี้ยงรุ่นหลายเพลง เช่น “จงรัก” (ชอบเหมือนป๋าเปรมเลยนะเนี่ย)บางครั้งก็จะร้อง “เท่านี้ก็ตรม” “สุดที่รัก” และ “ลาก่อนสำหรับวันนี้” (ร้องหมู่ตอนเลิกงาน)ล่าสุดผมชอบเพลง “บ้านเรา” มากที่สุด เพราะเคยร้องคนเดียวในห้องนอน วันหิมะตกแล้วออกไปไหนไม่ได้ ตอนไปเรียนหนังสือที่โคโลราโด ทำให้คิดถึงบ้านมากๆยอมรับว่าเพลงที่พี่เทพบันทึกแผ่นเสียง ตอนพี่กลับจากเรียนหนังสือแบบลี้ภัยการเมืองที่ญี่ปุ่น เพลงนี้เป็นเพลงซึ้งที่สุดเพลงหนึ่ง และจะซึ่งมากๆ เวลาร้องขณะไปเรียนหนังสือ หรือไปทำงานหาเงินเลี้ยงชีพในต่างแดนวันนี้พี่เทพไม่อยู่แล้ว แต่เพลงหลายๆเพลงของพี่ยังอยู่ โดยเฉพาะเพลง “บ้านเรา” ที่เริ่มท่อนแรกว่า “บ้านเราแสนสุขใจ แม้จะอยู่ที่ไหน ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา คำว่าไทซึ้งใจเพราะใช่ทาสเขา ด้วยพระบารมีล้นเกล้า คุ้มเราร่มเย็นสุขสันต์” จะยังอยู่กับเราตลอดไปขอบคุณ “พี่เทพ” สุเทพ วงค์กำแหง สำหรับเพลงกว่า 3,000 เพลง ที่ร้องไว้ (บางคนว่า 5,000 ด้วยซํ้า) พี่จากไปก็เพียงวิญญาณ และเรือนร่างเท่านั้น แต่เสียงเพลงอันทรงคุณค่าของพี่จะอยู่กับคนไทยและประเทศไทยไปตราบกาลนิรันดร์ครับ.“ซูม”